TKP HEADLINE
Showing posts with label (2)ภาคเหนือ. Show all posts
Showing posts with label (2)ภาคเหนือ. Show all posts

การทำน้ำปู

 


ประวัติความเป็นมา

วิถีชีวิตของชาวอำเภอแจ้ห่ม มีความเป็นอยู่แบบเครือญาติแบบพี่แบบน้อง อาชีพหลัก คือการเกษตร เช่น ทำนา ทำไร่ ทำสวนเป็นส่วนใหญ่ พอถึงระยะเวลาระหว่างเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไปจะเป็นช่วงที่เป็นฤดูทำนา จนถึงเก็บเกี่ยวในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม หลังจากนั้นชาวบ้านก็จะปลูกพืชหมุนเวียน เช่น ข้าวโพด มันฝรั่ง ถั่วลิสง ยาสูบ พริก มะเขือ หรือบางรายก็จะทำนาหว่าน หรือไร่นาสวนผสม ตามแต่ความต้องการของแต่ละครอบครัวสนใจด้านใด แต่ในระหว่างทำนานั้น ชาวนาจะมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของปูมาก เพราะปูเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาผลผลิตทางการเกษตร เพราะปูเป็นศัตรูของต้นกล้าของข้าว ทำให้ไร่นาข้าวเสียหายผลผลิตตกต่ำและปูก็แพร่หลายมากแก้ปัญหากันเรื่อยมาจากรุ่นสู่รุ่น และอีกอย่างยากำจัดปูไม่มีในสมัยนั้น บรรพบุรุษเราใช้ภูมิปัญญาที่มีอยู่โดยการนำเอาปูมาประกอบอาหารอย่างหลากหลาย ตามแนวคิดที่มี เช่น

แนวคิดที่ 1 คิดว่าเอาปูมาทำเป็นอาหาร เช่น ทำปูต้มเค็ม ย่าง ทอด ฯลฯ แต่ก็คงรับประทานไม่ได้ทุกวันก็ยังช่วยแก้ปัญหาไม่ได้กี่มากน้อย

แนวคิดที่ 2 แก้ปัญหาโดยการนำปูมาดองเก็บได้นานแต่ประกอบอาหารได้เป็นเพียงบางอย่างเท่านั้น เช่น ใส่ส้มตำมะละกอ อีกอย่างไม่มีตลาดรองรับ ไม่มีที่จำหน่าย ปูก็ยังมีจำนวนมาก ช่วยแก้ปัญหาให้กับชาวนาได้ไม่เท่าที่ควร

แนวคิดที่ 3 ต่อมายังเกิดแนวคิดอีกว่าเราน่าจะเอาปูถนอมเป็นอาหารที่เก็บได้นานโดยไม่บูดไม่เสียมีความคิดการณ์ไกลและได้พัฒนารูปแบบเรื่อยมาจึงเกิดแนวความคิดใหม่ว่าเมื่อปูมีเยอะน่าจะนำมาแปรรูปเป็นอาหารที่เก็บไว้ได้นาน และประกอบอาหารได้หลากหลาย ซึ่งมีรสชาติอร่อย มีคุณค่าทางอาหารสูง และปลอดสารพิษอีกด้วย 


กระบวนการผลิต วัตถุดิบและส่วนประกอบ
1. ปูนา 3 - 5 กิโลกรัม หรือตามความต้องการ
2. ใบข่า ตะไคร้ ประมาณ 2 ขีด หรือขึ้นอยู่กับจำนวนปูนามีมากหรือน้อย 
3. เกลือ ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ หรือขึ้นอยู่กับจำนวนปูนามีมากหรือน้อย


ขั้นตอนการผลิต
1. เก็บปูในนาข้าวมาประมาณ 3 -5 กิโลกรัม
2. นำปูมาล้างน้ำให้สะอาดประมาณ 2 - 3 ครั้ง หรือจนกว่าจะสะอาด
3. นำปูที่ล้างมาใส่เครื่องปั่นหรือใส่ครกตำด้วยมือในกรณีที่ไม่มีเครื่องปั่นและเติมใบข่าและตะไคร้ตำเข้าด้วยกัน
4. ปูที่ตำหรือปั่นละเอียดแล้วนำมาคั้นกรองเอาแต่น้ำ
5. นำน้ำปูที่คั้นน้ำแล้วทิ้งไว้ 1 คืนแล้วตั้งไฟเคี่ยวจนเหนียวจนได้ที่ชิมดูทิ้งไว้ให้เย็น
6. นำน้ำปูบรรจุกระป๋องไว้จำหน่ายหรือเก็บไว้รับประทานได้นานแรมปี


อ้างอิงข้อมูลจาก : ห้องสมุดประชาชนอำเภอแจ้ห่ม อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง

ขุนฝางสวนม้าโฮมสเตย์

 
“ขุนฝางสวนม้าโฮมสเตย์” ที่เที่ยวใหม่ในอุตรดิตถ์...สุดมันขี่ม้า-ยิงธนู กลางขุนเขาสไตล์คาวบอย

ภายในมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุกอย่าง "ให้อาหารม้า" ในราคา 20 บาท และ "ขี่ม้า" โดยจะแบ่งเป็นการขี่ม้าแบบมีพนักงานช่วยจูงนำให้ คิดราคารอบเล็ก 10 นาที ราคา 100 บาท รอบใหญ่ 20 นาที ราคา 200 บาท แบบออกเทรลขี่ม้าเอง (สำหรับคนที่ขี่เป็นอยู่แล้ว) ระยะทาง 2-3 กิโลเมตร ราคา 1,000 บาท และยังมีคอร์สสอนขี่ม้าสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากเรียนขี่ม้า ซึ่งที่นี่มีม้าไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ทำกิจกรรมถึง 7 ตัวด้วยกันอย่าง มะลิกับสายลม เป็นต้น

นอกจากให้อาหารม้าและขี่ม้าแล้วก็ยังมีกิจกรรม "ยิงธนู" ที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่มาคอยให้คำแนะนำในขั้นตอนต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นรอบละครึ่งชั่วโมง ได้ลูกธนู 6 ลูกไว้คอยสลับสับเปลี่ยนในการยิง ราคา 100 บาท 

เมื่อเหนื่อยจากกิจกรรมจนรู้สึกหิวแล้วที่นี่ก็มีร้านอาหารไว้ให้บริการนักท่องเที่ยวก่อนจะไปลุยกิจกรรมกันต่อ โดยมีเมนูแนะนำอย่าง “ข้าวพันผัก” ที่คล้ายข้าวเกรียบปากหม้อของคนภาคกลางแต่แป้งหนาและมีขนาดใหญ่กว่าห่อไส้ผักหลากชนิดเป็นทรงสี่เหลี่ยม โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว กากหมู ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวหรือใส่ซอสรสเปรี้ยวอมหวานคล้ายน้ำจิ้มหอยทอดที่ประยุกต์ขึ้นมาใหม่เอาใจคนยุคนี้ และยังมีร้านกาแฟ "Suan Maa Coffee"


ข้อมูลอ้างอิงจาก : กศน.ตำบลขุนฝาง ตำบลขุนฝาง อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์


“สวน-สาม-แสน” จากเศรษฐกิจพอเพียง...สู่การท่องเที่ยวชีววิถี

 “สวน-สาม-แสน” จากเศรษฐกิจพอเพียง...สู่การท่องเที่ยวชีววิถี



นายสมคิด ธีระสิงห์
ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10 บ้านกลาง ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
ที่ทำการ สวนสามแสน หมู่ที่ 10 ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
หมายเลขโทรศัพท์ : 093-2129090

               
ความเป็นมาของการเป็นภูมิปัญญาด้านเศรษฐกิจพอเพียง ณ "สวนสามแสน" บ้านกลาง หมู่ที่ 10 ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เดิมทีได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินดีเด่นของจังหวัดลำพูน และมีแนวคิดในการสานต่อเรื่องความเข้มแข็งของชุมชน โดยการน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม จากนั้น ผู้ใหญ่สมคิด ธีระสิงห์ จึงได้ร่วมปรึกษาหารือกับชาวบ้านในการทำให้เงินจากกองทุนมีความยั่งยืนที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้ ในพื้นที่บ้านกลาง ได้มีโรงเรียนร้างแห่งหนึ่ง ที่ไม่ถูกใช้งานเป็นเวลานาน มีพื้นที่กว้างขวาง จึงได้ลงความเห็นว่าจะพัฒนาโรงเรียนร้างแห่งนั้นเป็นแปลงปลูกผักของชาวบ้าน โดยที่ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนในหมู่บ้านจะได้รับการจัดสรรที่ดินทำกิน ปลูกผัก ผลไม้ปลอดสารพิษไว้กินเอง ไว้ขาย สร้างรายได้ให้กับครัวเรือน โดยยึดแนวคิด 3 แสน ได้แก่ แสนพอดี แสนคุ้ม แสนภูมิใจ จึงกลายมาเป็น "สวน สาม แสน" ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา มีผู้เข้ามาเรียนรู้ในศูนย์ปีละพันกว่าคน เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ให้แก่คนในชุมชน คนในจังหวัด และเป็นต้นแบบให้แก่จังหวัดอื่น และประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย 



โครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง...สู่การท่องเที่ยวชีววิถี

สืบเนื่องจากหมู่บ้านได้รับคัดเลือกจากอำเภอลี้ ให้เป็นหมู่บ้านนำร่อง หมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินด้วยวิสัยทัศน์ของหมู่บ้าน เพื่อสนองพระเมตตาพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเพื่อน้อมนำหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาใช้ในชุมชน โดยเรื่องที่ใกล้ตัวของราษฎรในหมู่บ้าน คือ เศรษฐกิจพอเพียง ผู้นำชุมชนและราษฎรในหมู่บ้าน มีมติสร้างฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โดยจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อปี 2559 จากเงินงบประมาณกองทุนแม่ของแผ่นดิน จำนวน 30,000 บาท และจากความร่วมมือจากราษฎร และผู้นำชุมชนประสานงาน เพื่อขอความอนุเคราะห์จากหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อพัฒนาศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงจนสามารถสร้างฐานการเรียนรู้ในเรื่องการปลูกผักปลอดสารพิษ การทำปุ๋ยหมัก การทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อลดต้นทุนการผลิต การทำบัญชีครัวเรือน การลดรายจ่ายสร้างรายได้ จนถึงปัจจุบัน ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐานการเรียนรู้ให้กับคนในหมู่บ้านเพื่อฝึกปฏิบัติ เป็นฐานการเรียนรู้ให้กับหน่วยงานราชการ อาทิ เกษตรอำเภอลี้ พัฒนาชุมชนอำเภอลี้ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอลี้ สำนักงานส่งเสริมการเกษตรที่สูงจังหวัดลำพูน (ผาลาด) โรงเรียนปวงคำประชาอุทิศ เทศบาลตำบลลี้ และชุมชนทั่วไปที่รู้จัก

จากผลการร่วมมือของผู้นำชุมชนและราษฎรในหมู่บ้านที่มีความมุ่งมั่นจะพัฒนาศูนย์เรียนรู้ จนได้รับงบประมาณสนับสนุน จากโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน หมู่บ้าน 200,000 บาท และมีการพัฒนาให้เกิดตลาดนัดสีเขียว ในพื้นที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงสวนสามแสน เพื่อเป็นจุดจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารพิษของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง จากหมู่บ้านและชุมชนใกล้เคียง ซึ่งสร้างรายได้ให้กับชุมชน และรองรับการตลาดของชุมชนจนถึงปัจจุบัน และมีการขุดลอกแหล่งน้ำตื้นเขิน เพื่อการกักเก็บน้ำใช้ทางการเกษตรในหน้าแล้ง


จุดเด่นของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ณ "สวน สาม แสน" คือ การใช้ที่ราชพัสดุให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน โดยการนำสิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่น โรงเรียนร้าง มาใช้ประโยชน์ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง แต่ละครัวเรือนมีแปลงผักที่ตนเองรับผิดชอบ เลือกผัก ผลไม้ที่จะปลูกได้เอง ใส่ปุ๋ย ดูแลเอง ด้วยวิธีธรรมชาติ มีผัก ผลไม้ที่ปลอดสารพิษไว้รับประทาน มีกาดมั่วครัวแลง เป็นแหล่งขายผลผลิตทางการเกษตรของสวนสามแสนให้ชาวบ้านได้มาเลือกซื้อ และเป็นจุดสาธิต ศึกษาดูงานให้แก่หน่วยงาน องค์กรอื่น ๆ เข้ามาศึกษาดูงาน


ประโยชน์ของการนำเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินงาน "สวน สาม แสน"
1. พื้นที่รกร้างในหมู่บ้าน ที่เป็นที่ราชพัสดุ ขออนุญาตใช้งานและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน แก่สังคมให้มากที่สุด
2. ชาวบ้านมีที่ดินทำกินของตนเอง รู้หน้าที่ รับผิดชอบ และดูแลแปลงผักของตนเอง
3. ชาวบ้านมีผัก ผลไม้ที่ปลอดสารพิษไว้รับประทาน และสามารถแบ่งปันให้แก่ผู้อื่นได้
4. ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนมีรายได้เกิดขึ้นจากการทำแปลงผัก ผลไม้ ในสวนสามแสน
5. สวน สาม แสน กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชนที่สามารถเข้ามาเรียนรู้ และสามารถนำไปปรับใช้กับการดำเนินชีวิตของตนเอง เป็นการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม และเป็นต้นแบบในการสร้างแหล่งเรียนรู้ที่สามารถทำได้จริง


ข้อมูลการติดต่อ นายสมคิด ธีระสิงห์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10 บ้านกลาง ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
ที่ทำการ สวนสามแสน หมู่ที่ 10 ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน หมายเลข
โทรศัพท์ : 09 3212 9090
ข้อมูลเนื้อหา โดย นายสมคิด ธีระสิงห์
เรียบเรียงเนื้อหา โดย นางสาวกานต์ชนก แก้วทิพย์ และนางสาวปัทมาภรณ์ จันต๊ะ
ภาพถ่าย/ภาพประกอบ โดย นางสาวกานต์ชนก แก้วทิพย์ และนางสาวปัทมาภรณ์ จันต๊ะ
ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด : สิงหาคม 2564 

อ้างอิงข้อมูลจาก : ห้องสมุดประชาชนอำเภอลี้ ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

อำเภอเมืองปาน

หนีร้อนให้อาบน้ำ หนีรักให้มาหาเรา อำเภอเมืองปานยินดีต้อนรับทุกท่านที่ต้องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ท่องเที่ยวธรรมชาติ ชุมชนท้องถิ่น  ที่มีภูมิปัญญา วัฒนธรรมที่สวยงาม บรรยากาศดี เที่ยวแล้วติดใจ ไม่ผิดหวังแน่นอน


การเดินทางมาท่องเที่ยวอำเภอเมืองปาน ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย และอำเภอวังเหนือ ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอแจ้ห่ม ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเมืองลำปาง ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอแม่ออนและอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอำเภอเมืองปานตั้งในเขตพื้นที่ทางตอนเหนือของจังหวัดลำปาง เมื่อเดินทางสายหลัก เส้นทางถนนจากอำเภอเมืองลำปางมาอำเภอเมืองปาน ตลอดเส้นทาง มีสภาพภูมิทัศน์เป็นภูเขา ป่าไม้เขียวชะอุ่ม ตลอดเส้นทางซ้ายและขวา เดินทางท่ามกลางธรรมชาติอ้อมล้อม อากาศเย็นสบาย เหมาะสำหรับการเดินทางมาพักผ่อน อำเภอเมืองปานประกอบอาชีพท้องถิ่นส่วนใหญ่ เกษตรกร ค้าขาย ขายเห็ด ขายไข่ ขายจักสานไม้ไผ่ ชะลอมใส่ไข่ น้ำแร่ ตะกร้าไม้ไผ่ เป็นต้น สามารถพบเห็นร้านค้าข้างทางขายสินค้า ขายของป่าตลอดเส้นทางมาอำเภอเมืองปาน เมื่อมาถึงตัวอำเภอเมืองปานจะพบกับสามแยกร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นทางซ้ายมือ มองกลับเส้นทางที่เดินทางมาจะเห็นวัดเฉลิมพระเกียรติลำปาง (วัดพระพุทธบาทสุทธาวาส) บนยอดเขาสีขาวงดงาม ตามเส้นทางถนนหากเลี้ยวไปทางซ้ายจะไปศูนย์ราชการอำเภอเมืองปาน เลี้ยวตามถนนไปทางด้านขวาเป็นทางไปตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน และสามารถเดินทางไปถึงอำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง

ในอำเภอเมืองปานมีทั้งหมด 5 ตำบล 56 หมู่บ้าน ในแต่ละตำบลของอำเภอเมืองปานจะมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายแตกต่างกันไป วันนี้เราจะมารู้จักสถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอเมืองปานกัน 


วัดข่วงกอม
วิหารไม้สักหลังใหญ่ เด่นสง่า ทางเข้าเป็นซุ้มประตูโขงออกแบบด้วยไม้สักเป็นหลัก สองข้างซ้ายขวาประดับด้วยสิงห์โบราณสีขาว ส่วนบันไดทางเดินออกแบบโดยการนำหินก้อนใหญ่มาเรียงในรูปทรงโค้งครึ่งวงกลม สร้างขึ้นโดยครูบาศรีวิชัย อายุมากกว่า 200 ปี มีประวัติการตั้งวัดข่วงกอมอยู่บริเวณหน้าวัด วัดข่วงกอมตั้งอยู่บนเส้นทางไปอุทยานแจ้ซ้อน ลานหน้าวัดเป็นลานกว้างขวางจอดรถได้สะดวก


อุทธยานแห่งชาติแจ้ซ้อน
นักท่องเที่ยวสามารถต้มไข่น้ำแร่ ซึ่งไข่ต้มน้ำแร่จะมีไข่ขาวที่ไม่สุกไข่แดงสุก ต่างจากไข่ต้มธรรมดาที่ไข่ขาวสุกไข่แดงไม่สุก และยังมีห้องอาบน้ำแร่ บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย ต้มไข่น้ำแร่แจ้ซ้อน เคล็ดลับความอร่อย ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิในการต้มไข่ เช่น กลางวันอากาศร้อนจะต้มไข่ที่เวลา 13-15 นาที ช่วงเช้าหรือเย็น จะต้มไข่ที่อุณหภมิ 15-17 นาที ทั้งนี้การต้มไข่ขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยวว่าชอบไข่ลักษณะการสุกของไข่แบบไหน ดังคำเหนือที่ว่า ของกิ๋นจะลำ อยู่ตี้คนมัก

ภายในอุทยานมีน้ำตกแจ้ซ้อน  เป็นน้ำตกที่เกิดจากลำน้ำแม่มอน น้ำตกมีความสูงแต่ละชั้นแตกต่างกัน ทั้งหมด จำนวน 6 ชั้น ในแต่ละชั้นจะมีความสวยงามที่แตกต่างกัน มีแอ่งน้ำรองรับ มีบริเวณสำหรับเล่นน้ำหรือแช่เท้า น้ำเย็นสบาย บริเวณที่มีความลึกจะมีป้ายเตือนห้ามเล่นน้ำ และมีเจ้าหน้าที่อุทยานประจำในแต่ละจุด และเดินตรวจสอบความปลอดภัยทุกชั่วโมง มีลานจอดรถยนต์ที่กว้างขวาง สะดวก และปลอดภัย มีทางเดินเท้าที่สวยงามท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี ริมทางสองฝั่งตลอดเส้นทาง มีลานกางเต็นท์ในบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เมื่อเดินชมบริเวณรอบ ๆ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนแล้ว ภายในอุทยานมีบริการนวดแผนไทย ในราคาชั่วโมงละ 150 บาท  และห้องอาบน้ำแร่ ใช้น้ำแร่ที่ต่อท่อโดยตรงมาจากบ่อน้ำพุร้อน มีอุณหภูมิน้ำแร่ ประมาณ 39-42 องศาเซลเซียส บริการนักท่องเที่ยวทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. และในวันหยุดเปิดบริการ ตั้งแต่ 06.00 – 19.00 น.


บ้านป่าเหมี้ยง
แหล่งท่องเที่ยวต่อมาขอแนะนำศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง บ้านป่าเหมี้ยงมีประชากรประมาณ 140 หลังคาเรือน เป็นชุมชนที่ก่อตั้งมานานกว่า 200 ปี ในการเดินทางไปยังป่าเหมี้ยง สวรรค์บนดอย บรรยากาศดี เย็นสบาย ร่มรื่นด้วยดอกไม้ใบหญ้า ประดับเส้นทางด้วยต้นดอกเสี้ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถรับชมดอกเสี้ยวบานในงานเทศกาลดอกเสี้ยวบาน ทุกเดือนพฤษภาคมของทุกปี สวยงามคล้ายคลึงดอกซากุระเมืองไทย บนถนนที่ลัดเลาะไปตามไหล่เขามีความงดงามของป่าสองข้างทางให้ชื่นชม ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทำสวนเหมี้ยงหรือเมี่ยง และปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิกา ปลูกต้นแมคคาเดเมีย อาชีพเสริม คือ ปลูกเสาวรส ชาวบ้านในชุมชนของป่าเหมี้ยงนั้น บอกได้เลยว่าหากมาแล้วย่อมติดใจ เพราะด้วยความน่ารักเป็นกันเอง อีกทั้งยังมีความงดงามโดยรอบของธรรมชาติ ที่สามารถสัมผัสได้ในมุมต่าง ๆ และที่สำคัญ คือ วิถีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายและงดงามของความเป็นชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง หากนักท่องเที่ยวชื่นชอบธรรมชาติศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ


ดอยจิกจ๊องฆ้องคำ
สำหรับนักท่องเที่ยวแอดเวนเจอร์ สายเดินป่า ขอแนะนำดอยจิกจ้องฆ้องคำ ตั้งอยู่บนภูเขาเส้นทางเดิน 5 กิโลเมตร ที่ค่อนข้างชัน เมื่อมาถึงจะพบกับความสวยงามทะเลหมอก วิวทิวทัศน์ที่สามารถมองได้รอบด้าน 360 องศา

นักท่องเที่ยวสามารถศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ วัฒนธรรม ประเพณี ของอำเภอเมืองปาน ผ่านการรับชมทิวทัศน์ ศิลปะวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วัดโบราณ ประเพณีท้องถิ่น ดังคำขวัญของอำเภอเมืองปานที่ว่า "แหล่งต้นน้ำลำธาร อุทยานแจ้ซ้อน บ่อน้ำแร่ลือนาม สืบสานโครงการพระราชดำริ วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง"


อ้างอิงจาก : ห้องสมุดประชาชนอำเภอเมืองปาน ตำบลเมืองปาน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง

วัดทิพย์อัปสรอมรอินทร์ รื่นรมย์ศิลป์ถิ่นล้านนา

 

วัดทิพย์อัปสรอมรอินทร์ ตั้งอยู่เลขที่ 307 หมู่ที่ 9 ตำบลหนองล่อง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน มีตำนานเล่าว่าเมื่อครั้งพระนางจามเทวีผู้ครองนครหริภุญชัย ได้เสด็จทางเรือตามลำน้ำปิง เพื่อมาสำรวจพื้นที่อาณาเขตการปกครอง ครั้นมาถึงบริเวณชุมชนวังสะแกง มีคุ้งน้ำวนขนาดใหญ่ น้ำไหลเชี่ยวแรง เรือโคลงเคลง ทำให้ปาน (ฆ้อง) เชือกขาดตกน้ำบริเวณคุ้งน้ำวนดังกล่าว พระองค์จึงให้ทหารและชาวบ้านที่ดำน้ำเก่งลงไปหา แต่ก็ไม่พบเพราะบริเวณดังกล่าวมีลักษณะเป็นโขดหิน ลึก พระนางจึงเชื่อในญาณว่า เป็นบริเวณพื้นที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีพญานาคดูแล จึงรับสั่งให้มีการสร้างวัดไว้

 เมื่อ พ.ศ. 2436 มีการค้นพบวัดแห่งนี้มีการบูรณะและตั้งชื่อวัดว่า “วัดน้อยวังปาน” มีพระจันโต กาวิชโย หรือครูบากาวิชัย มาจำพรรษาและพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับ ต่อมาครูบาคำมูล วัดต้นผึ้ง ได้ส่งพระประยูรมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้และมีการเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดน้อยวังสะแกง” แต่ด้วยที่ตั้งของวัดอยู่ห่างไกลชุมชน ไม่มีเส้นทางคมนาคมที่สะดวกทำให้ญาติธรรมไม่สะดวกมาทำบุญ เมื่อพระประยูรมรณภาพลง จึงไม่มีพระมาจำพรรษา จนกลายเป็นวัดร้างนับเป็นเวลาได้ 50 กว่าปี

เมื่อ พ.ศ. 2555 คุณพรทิพย์ ณ บางช้าง ภรรยา พลเรือเอก อมรเทพ ณ บางช้าง ได้มีโอกาสมาที่วัดร้างแห่งนี้ ได้พบกำแพงโบสถ์โบราณเพียงด้านเดียวและเจดีย์เก่าอีกหนึ่งองค์ จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานที่ซากโบสถ์โบราณว่า “ถ้าหากจะมีโอกาสบูรณะวัดแห่งนี้ร่วมกับพลเรือเอก อมรเทพ ณ บางช้าง เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนาต่อไป ขอให้ได้นำพลเรือเอก อมรเทพ ณ บางช้าง มาที่นี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ในปี พ.ศ. 2554 พลเรือเอกอมรเทพ ณ บางช้าง ได้ปฏิบัติธรรมและเคยมีนิมิตให้สร้างวัดใหม่ในพื้นที่สี่เหลี่ยมคล้ายกับที่วัดร้างแห่งนี้” จนกระทั่งปี พ.ศ. 2556 พลเรือเอกอมรเทพ ณ บางช้าง ประธานโครงการบูรณะวัดทิพย์อัปสรอมรอินทร์ ได้มาปฏิบัติธรรมที่วัดร้างนี้เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน จนเกิดพลังบันดาลใจอย่างแรงกล้าที่จะบูรณะวัดร้างแห่งนี้ให้เป็นวัดใหม่ตามที่ได้เคยนิมิตเห็น จึงได้รวบรวมศรัทธาบุญทำการบูรณปฏิสังขรณ์ โดยก่อสร้างอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ขึ้นใหม่ทั้งหมด จากที่ดินธรณีสงฆ์เดิมของวัดซึ่งเป็นที่รกร้าง 11 ไร่ 2 งาน 07 ตารางวา เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนา และเพื่อเป็นศูนย์กลางสำคัญของการปฏิบัติธรรมตามพระพุทธศาสนาอีกแห่งหนึ่งในภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 10.39 น. ได้มีพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยพระธรรมมังคลาจารย์ (หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อำเภอจอมทอง จังหวัดเขียงใหม่ ได้เมตตาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีพลเรือเอก อมรเทพ ณ บางช้าง และคุณพรทิพย์ ณ บางช้าง ภรรยา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และในวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 10.09 น. ซึ่งเป็นวันมงคลตามตำรา พระธรรมมังคลาจารย์ (หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล) ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์การบูรณปฏิสังขรณ์วัดน้อยวังสะแกง


ต่อมาได้ดำเนินการขอยกฐานะจากวัดร้างขึ้นเป็นวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโดยความเห็นชอบของเถรสมาคม ได้ออกประกาศยกฐานะจากวัดร้างขึ้นเป็นวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559 มีพระใบฎีกาพิษณุ สุธมฺมธโร เป็นรักษาการเจ้าอาวาส จากนั้นพลเรือเอก อมรเทพ ณ บางช้าง ได้มีการรวบรวมผู้มีศรัทธาบุญร่วมกันซื้อที่ดินรอบวัดเพื่อถวายวัดจากธนาคารกรุงไทยจำกัด จำนวน 29 ไร่เศษ ทำให้ปัจจุบันวัดมีพื้นที่ทั้งสิ้น 40 ไร่เศษ


เนื่องจาก วัดน้อยวังสะแกง มีชื่อคล้ายกับวัดวังสะแกง (ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 3 บ้านวังสะแกง ตำบลหนองล่อง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน) ที่มีพื้นที่หมู่บ้านใกล้เคียงกัน ทำให้เกิดความสับสน จึงดำเนินการขอเปลี่ยนชื่อวัด โดยความเห็นชอบของเถรสมาคม ก็ได้ออกประกาศเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดทิพย์อัปสรอมรอินทร์” เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2560

ปัจจุบันวัดทิพย์อัปสรอมรอินทร์มีพระอธิการสิขร จิตฺตสํวโร (เจ้าอาวาสวัดปทุมสราราม) ทำหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาส มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษานับตั้งแต่ พ.ศ. 2559 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปได้เข้ามาไหว้พระทำบุญ ปฏิบัติธรรม สักการะรูปเหมือนพระแม่เจ้าจามเทวี และอนุสาวรีย์มหาราชเก้าพระองค์ รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ล้านนาอีกด้วย

     




พระบรมราชโองการของพระแม่เจ้าจามเทวี ในการสร้างวัดทิพย์อัปสรอมรอินทร์ตามนิมิตที่เกิดกับพลเรือเอก อมรเทพ ณ บางช้าง
1. วัดทิพย์อัปสรอมรอินทร์สร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมที่สำคัญของหริภุญชัยและภาคเหนือ เพื่อประโยชน์ของพุทธศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธาทั้งปวง โดยต้องสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี นับจากวันที่เริ่มดำเนินการก่อสร้างและให้ใช้ปัจจัยจากศรัทธาเท่านั้น
2. หลังจากพิธีสมโภชวัดแล้ว ในเขตพุทธาวาสห้ามมิให้มีการสร้างถาวรวัตถุใด ๆ เพิ่มเติมอีก การทำนุบำรุงอาคารต่าง ๆ มิให้มีการดัดแปลง ต่อเติม หรือการตกแต่งที่ผิดไปจากรูปแบบเดิม รวมถึงมิให้มีการจัดทำค้าวัตถุมงคลภายในวัด

ความสำคัญและความอัศจรรย์ของวัดแห่งนี้
ได้ฟังเรื่องเล่าจากผู้ใหญ่บ้าน คนเฒ่าคนแก่ และผู้รู้ว่า มีเหตุอัศจรรย์บ่อยครั้ง เช่น ผู้ทรงศีลหรือพระธุดงค์มาปฏิบัติธรรมเป็นประจำในวันพระหรือวันสำคัญทางพุทธศาสนา ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงจะมองเห็นดวงไฟสีเขียว สีทอง สุกสว่างบริเวณวัดนี้หลายครั้ง จึงเชื่อกันว่าน่าจะมีพญานาครักษาวัดแห่งนี้ อีกทั้งเมื่อมีชาวบ้านมาหาปลาหรือล่าสัตว์ ก็มักเจองูใหญ่และจับปลาไม่ได้เลย

แผนที่การเดินทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวชุมชนทางประวัติศาสตร์อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน

"วัดทิพย์อัปสรอมรอินทร์ รื่นรมย์ศิลป์ถิ่นล้านนา"


อ้างอิงจาก : ห้องสมุดประชาชนอำเภอเวียงหนองล่อง 412 ต.วังผาง อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน



ส้างวม

 ส้างวม  

            เป็นอาหารประเภทปรุงโดยการส้า ใช้งวมฝักอ่อนล้างสะอาดซอยหั่นเป็นฝอย ผักกาดขาวล้างสะอาดซอยเป็นฝอย ใส่ปลาทูหรือปลาสดก็ได้ ต้มให้สุกแกะเอาแต่เนื้อโขลกรวมกับน้ำพริก มีเครื่องปรุง คือ พริกแห้งผิงพอหอม ข่า กระเทียม เกลือ ต้มน้ำปลาร้า ไข่ต้มสุก หอมซอย นำงวม น้ำพริก น้ำปลาร้าผสมให้เข้ากัน ใส่ไข่ต้ม ต้นหอมผักชี คนให้เข้ากัน อนึ่งส้างวมนี้เป็นอาหารที่นิยมรับประทานกันในชีวิตประจำวันของชาวจังหวัดแพร่เท่านั้น 

สวนผสม

1.  งวม  5    มัด
2.  เกลือป่น  1 ช้อนชา
3.  พริกแห้ง  15   เม็ด
4.  กะปิ  1  ช้อนโต๊ะ
5.  หอมแดง  10  หัว

ขั้นตอน

ขั้นแรก  การเตรียมส่วนผสม 

-นำงวมมาล้างน้ำตัดขั้วออก แล้วซอยเป็นเส้นบางๆ
-จากนั้นใส่เกลือป่น1ช้อนโต๊ะ ขยำเพื่อลดความฝาด และทำให้งวมนิ่ม จากนั้นล้างออกด้วยน้ำแล้วพักไว้ -ใช้พริกแห้งประมาณ 15 เม็ด ,กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ มาตำให้ละเอียด
-ตามด้วยหัวหอมแดง 10หัว โขลกรวมกันให้ละเอียด
-นำน้ำพริก ลงผัดกับน้ำมันในกระทะ ไฟปานกลาง จนได้กลิ่นกะปิและพริก หอมลอยมาแตะจมูก
-ตักน้ำพริกมาพักไว้ให้เย็น เตรียมไข่ต้ม 2 ฟอง ฝานเป็นแว่นๆ และกุ้งแห้งอย่างดีล้างน้ำ
-จากนั้น นำน้ำพริกคลุกเคล้ากับงวม ใส่กุ้งแห้ง เสร็จแล้วจัดใส่จาน แต่งหน้าด้วยไข่ต้มที่เราฝานไว้ กินคู่กับ ยำงวมอร่อยนักแล  








ครูอาสาสมัครร้องกวางโซนตะวันตก
อำเภอร้องกวาง  จังหวัดแพร่
0861960693
email:254ed000079@del.ac.th


อุทยานแห่งชาติดอยภูคา

 


อุทยานแห่งชาติดอยภูคา

ข้อมูลทั่วไป

อุทยานแห่งชาติดอยภูคามีพื้นที่ครอบคลุมในท้องที่ 8 อำเภอของจังหวัดน่าน ได้แก่ อำเภอปัว อำเภอท่าวังผา อำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอบ่อเกลือ อำเภอสันติสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และ อำเภอแม่จริม ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด 1,704 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,065,000 ไร่ จึงทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ของสภาพป่าอันจะเห็นได้จากการพบพืชพรรณ และสัตว์ป่าหายากหลากหลายชนิด และนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดน่าน โดยมีจุดเด่นทางธรรมชาติที่น่าสนใจ คือ ดอกชมพูภูคาซึ่งเป็นพันธุ์ไม้หายากและมีที่แห่งนี้ที่เดียวในประเทศไทย ต้นเต่าร้างยักษ์ ป่าดึกดำบรรพ์ น้ำตกภูฟ้า พิชิตยอดดอยภูแว ชมถ้ำยอดวิมาน และถ้ำผาฆ้อง

ความเป็นมา  

ด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน (นายสมชาย โลหะโซติ) ได้มีหนังสือ ที่ 13/2526 ลงวันที่ 24 กันยายน 2526 เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายณรงค์ วงศ์วรรณ) ว่าได้รับการร้องขอจากราษฎร ขอให้กำหนดป่าดอยภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน เป็นอุทยานแห่งชาติ เนื่องจากยอดดอยภูคาเป็นยอดเขาสูงสุด ของจังหวัดน่านอันเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด โดยมีความสูงถึง 1,980 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นป่าต้นน้ำลำธารที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำน่าน มีทิวทัศน์ที่สวยงามเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีการเล่าขานกันมาแต่ครั้งโบราณและเชื่อมั่นว่าเมืองเก่าของบรรพบุรุษคนเมืองน่านอยู่ในเขตบนเทือกเขาดอยภูคาต่อมากองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ได้มีหนังสือ ที่ กห 0483 (สน)/95 ลงวันที่ 27 มกราคม 2527 แจ้งว่าได้พบสภาพพื้นที่ป่าบริเวณบ้านปู จังหวัดน่าน พิกัดเส้นตรง 18-35 และเส้นราบ 07-70 ตามแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 มีความอุดมสมบูรณ์และธรรมชาติที่สวยงาม และพื้นที่บริเวณพิกัด คิว เอ 2686 มีน้ำตกที่มีความสวยงามขนาดใหญ่สมควรที่จะได้มีการออกประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ




อ้างอิงข้อมูล : กศน.อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน

วัดบ่อแก้ว

 


วัดบ่อแก้ว

ชมวัดบ่อแก้ว ตำนานศักดิ์สิทธิ์ "พระเจ้าเเก้ว" เมืองน่าน อลังการอารามกลางขุนเขา

ขอบคุณที่มาจากหนังสือ อนุสาร อสท. นิตยสารท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองไทย ฉบับเดือนกันยายน คอลัมน์ เเวะชมสมบัติศิลป์ เรื่อง โดย ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ 

ในเมืองเล็ก ๆ แสนเงียบสงบกลางโอบล้อมของผืนป่าเขียวขจีและทิวเทือกเขาอันสลับซับซ้อน ศาสนสถานงดงามอลังการด้วยลวดลายปูนปั้นสุดแสนวิจิตรยืนหยัดอยู่อย่างเงียบ ๆ ทว่าสง่างามโดดเด่นสะดุดตาในฐานะอุโบสถหลังใหม่ของวัดบ่อแก้ว ศูนย์กลางแห่งศรัทธาของชาวบ้านบ่อแก้ว ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่านแต่เดิมบ้านบ่อแก้วเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่าบ้านเมืองหิน เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2390 (ตรงกับในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นสำหรับเป็นศูนย์รวมจิตใจและใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม ให้ชื่อว่า "วัดศรีมาราม" ภายในบริเวณวัดมีบ่อน้ำอยู่ หลังจากสร้างวัดแล้วได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้น โดยทุกวันพระจะปรากฏดวงแก้วส่องแสงสว่างสุกใสลอยออกมาจากบ่อน้ำภายในวัด สร้างความเลื่อมใสศรัทธาให้ชาวบ้านเป็นอย่างมาก จึงช่วยกันสร้างพระเจดีย์ครอบบ่อน้ำเอาไว้ แล้วเปลี่ยนชื่อจากวัดศรีมารามเป็น "วัดบ่อแก้ว" รวมทั้งชื่อหมู่บ้านด้วย เพื่อระลึกถึงปรากฏการณ์มหัศจรรย์อันเป็นมหามงคลบนฐานชุกชีที่ประดิษฐานพระประธาน เบื้องบนสุดประดิษฐานพระเจ้าแก้ว ประดับรัศมีไฟกะพริบปูชนียวัตถุสำคัญที่สุดของวัดบ่อแก้ว คือ พระเจ้าแก้ว พระพุทธรูปเนื้อแก้วใส ปางประทับยืนอุ้มบาตร สูงประมาณ 1 คืบ มีตำนานเล่าถึงที่มาว่า เมื่อร้อยกว่าปีก่อนมีตากับยายทำไร่อยู่ที่ม่อนเขาแก้ว (บริเวณใกล้กับวัดชัยมงคลในปัจจุบัน) วันหนึ่งขณะกำลังช่วยกันดายหญ้า แวก (จอบขนาดเล็ก) ที่ใช้อยู่ได้ไปกระทบกับบางสิ่งที่โผล่พ้นดินขึ้นมา ด้วยความสงสัยสองตายายจึงพากันขุดลึกลงไปอีก จนพบว่าสิ่งที่แวกไปกระทบเข้านั้นเป็นยอดพระเกศของพระพุทธรูปที่จมดินอยู่ จึงขุดขึ้นมาล้างดินโคลนที่ห่อหุ้มออก ปรากฏเป็นองค์พระพุทธรูปแก้วใสสวยงาม จึงนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดบ่อแก้ว

 จากนั้นได้เกิดปาฏิหาริย์ พระเจ้าแก้วได้เสด็จออกไปในสถานที่ต่าง ๆ โดยแต่ละครั้งมีชาวบ้านไปพบเห็นมาเล่าลือกัน เช่น ริมลำน้ำหินบ้าง ใต้โคนต้นเดื่อใหญ่ในหมู่บ้านบ้าง ในโบสถ์ที่วัดปง (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพงษ์) บ้าง บนแท่นพระเจ้าหลวงวัดนาหวายบ้าง บางครั้งเสด็จไปไกลถึงวัดบ้านล้อง หรือวัดร้อง ในตำบลสถาน ผู้เฒ่าแสนใจยาวาของหมู่บ้านจึงสร้างบุษบกไว้ถวายให้เป็นแท่นที่ประทับ นับแต่นั้นมาพระเจ้าแก้วก็ไม่เสด็จไปที่ไหนอีกเจ้าผู้ครองนครน่านองค์หนึ่งได้ทราบถึงเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าแก้วได้จัดส่งขบวนช้างม้าพร้อมทหารมาอัญเชิญพระเจ้าแก้วขึ้นหลังช้างเพื่อนำไปประดิษฐานไว้ที่วัดหลวงในเมืองน่าน แต่เมื่อขบวนเดินทางไปถึงบริเวณที่เรียกว่า "แพะไก่เถื่อน" เกิดพายุฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก เป็นวิปริตอาเพศ จนขบวนไม่สามารถเดินทางไปต่อได้ ต้องอัญเชิญกลับมาไว้ที่วัดบ่อแก้วตามเดิม พระเจ้าแก้วจึงถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวอำเภอนาหมื่น ในวันวิสาขบูชาและวันสำคัญทางพุทธศาสนาจะอัญเชิญออกมาให้ประชาชนสรงน้ำเป็นประจำทุกปี

อุโบสถสุดอลังการนี้นับเป็นอุโบสถหลังที่ 3 ของวัด หลังดั้งเดิมแรกสุดเป็นสถาปัตยกรรมไม้ เสาต้นซุงขนาดใหญ่ หลังคามุงแป้นเกล็ดแบบล้านนา ถูกรื้อออกไปเมื่อหลายปีก่อน แล้วสร้างอุโบสถหลังใหม่ก่ออิฐถือปูนบนพื้นที่เดิมเป็นหลังที่สอง ด้วยรูปแบบเรียบง่าย ยังไม่มีการประดับประดาอย่างวิจิตร เพียงมีลักษณะเด่นประการหนึ่ง คือ ข้างหลังโบสถ์ด้านนอกทางทิศตะวันตกทำเป็นวิหารน้อยขนาดเล็ก ตั้งบนเสาสูง 4 ต้น เหมือนกับหิ้งพระติดอยู่กับผนัง สำหรับประดิษฐานพระเจ้าแก้วสถาปัตยกรรมอันงดงามด้วยลวดลายปูนปั้นสีมุกอันวิจิตรของอุโบสถวัดบ่อแก้วกระทั่งเมื่อ 15 ปีก่อน (ประมาณปี พ.ศ. 2556) ทางวัดบ่อแก้วจึงได้มีการบูรณะก่อสร้างอุโบสถใหม่อีกครั้ง โดยใช้ช่างจากจังหวัดเชียงราย แปรสภาพสู่อุโบสถอันวิจิตรตระการตาด้วยลวดลายปูนปั้นเต็มผนังอุโบสถ ด้านนอกตลอดจนหน้าต่างซุ้มโขงข้างละ 4 บาน เข้ากันกับตัวบานหน้าต่างที่จำหลักไม้เป็นลวดลายสิบสองนักษัตร เหนือหน้าต่างขึ้นไปเป็นประติมากรรมเทวดานางฟ้าถือพานเหาะมาโปรยปรายดอกไม้ ลวดลายทั้งหมดแลดูเงางามเป็นประกายด้วยสีมุกที่ทางวัดเลือกใช้การพ่นสีโบสถ์ทั้งหมดด้วยสีมุก นอกจากจะทำให้ดูมีมิติสวยงาม ไม่ขาวโพลนจนเกินไปแล้ว ยังช่วยให้มีความทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ โดยเฉพาะน้ำฝนไม่สามารถซึมเข้าในพื้นผิวจนก่อให้เกิดเป็นราหรือตะไคร่น้ำให้ลดทอนความงดงามของอุโบสถลงได้สองฝั่งราวบันไดตกแต่งด้วยประติมากรรมพญานาคใหญ่แผ่พังพานนำขึ้นไปยังซุ้มประตูโขงด้านหน้าอุโบสถทางทิศตะวันออกประดับลายปูนปั้นละเอียดยิบ บนยอดประตูใหญ่ถึงกลางปั้นเป็นเจดีพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี ล้อมรอบด้วยเทวดานางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บานประตูจำหลักไม้เป็นเรื่องราวเหตุการณ์ในพุทธประวัติ เช่น ตอนมารผจญ ตอนปราบองคุลีมาล และอื่น ๆ บานละ 4 ตอน สองฟากฝั่งประตูประดับด้วยประติมากรรมเทพบุตรเทพธิดายืนพนมมือ ระบายสีสันอย่างสวยงาม ด้านหลังอุโบสถททางทิศตะวันตกก็มีลักษณะคล้ายกัน ผนังระเบียบทุกด้านล้วนแล้วแต่ประดับประดาด้วยปูนปั้นในเรื่องราวพุทธประวัติจนแทบไม่มีที่ว่าง ภายในอุโบสถก็ตระการตาไม่ยิ่งหย่อนบนฐานชุกชีทำเป็น 3 ชั้น บนสุดประดิษฐานพระเจ้าและชั้นสุดท้ายประดิษฐานพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัยและพระพุทธชินราชจำลองรุ่นใหม่ลดหลั่น หลังพระประธานเป็นปูนปั้นพุทธประวัติ 3 ตอนสำคัญ คือ ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน เรียงกันจากซ้ายไปขวา ส่วนผนังทางด้านหน้า ด้านซ้ายและขวารายรอบด้วยปูนปั้นนูนต่ำเล่าเรื่องมหาเวศสันดรชาดก

เจดีย์ประธานฐานย่อมุมองค์ระฆังกลมแบบล้านนาของวัดก็ได้รับการประดับประดาด้วยลวดลายปูนปั้นเป็นเรื่องราวของประเพณีงานบุญในเทศกาลต่าง ๆ ตลอดทั้ง 12 เดือน รอบฐานทั้ง 4 ด้านพุ่นสีสันสดใสสะดุดตา เชิงบันไดทั้ง 4 ด้านยังประดับด้วยประติมากรรมปูนปั้นแตกต่างกัน ทางทิศตะวันออกเป็นหงส์ ทางทิศเหนือและใต้เป็นสิงห์ และทางด้านตะวันตกเป็นยักษ์อ้วนถือกระบอง นุ่งโจงกระเบนสีชมพูดูน่ารักแม้จะดูเหมือนอยู่ห่างไกล แต่ความงดงามที่กล่าวทั้งหมดนี้ รับรองว่าคุ้มค่ากับการดั้นด้นมาชื่นชมให้เพลิดเพลิงเจริญใจด้วยสายตาของท่านเองอย่างแน่นอน

คู่มือนักเดินทาง

วัดบ่อแก้วตั้งอยู่ที่เลขที่ 129 หมู่ที่ 5 บ้านบ่อแก้ว ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน จากตัวเมืองน่านใช้ทางหลวงหมายเลข 101 (ถนนยันตรกิจโกศล) ไปเข้าทางหลวงหมายเลข 1026 ที่อำเภอเวียงสา ผ่านอำเภอนาน้อย เข้าสู่อำเภอนาหมื่น ผ่านหน้าศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชนบ้านบ่อแก้ว ที่อยู่ทางขวามือ แล้วเลี้ยวซ้ายที่สี่แยก ผ่านหน้าตลาดสดบ่อแก้วไปจนถึงวัดบ่อแก้วที่อยู่ทางซ้ายของถนน รวมระยะทางประมาณ 77.4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที







ขอบคุณที่มาจากหนังสือ อนุสาร อสท. นิตยสารท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองไทย ฉบับเดือนกันยายน คอลัมน์ เเวะชมสมบัติศิลป์ เรื่องโดยภาคภูมิ น้อยวัฒน์  

อ้างอิงข้อมูล : สกร.ระดับอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน

ข้อคิดเห็นจากเครือข่าย TKP

 
Copyright © 2018 Thailand Knowledge Portal. Designed by OddThemes > Developed by mediathailand