TKP HEADLINE
Showing posts with label 05.วัฒนธรรม. Show all posts
Showing posts with label 05.วัฒนธรรม. Show all posts

รำวง 3 ส. สืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น แบ่งปันรอยยิ้มและความสุข

“รำวง” เป็นศิลปะการละเล่นดนตรีและนาฏศิลป์ ที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน มีวัฒนธรรมมาจาก “รำโทน” เป็นการรำและร้องของชาวบ้าน จะมีผู้รำทั้งชายหญิง รำกันเป็นคู่รอบครกตำข้าวที่วางคว่ำไว้ หรือรำกันเป็นวงกลม โดยมีโทนเป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ ลักษณะการรำและร้องเป็นไปตามความถนัด ไม่มีแบบแผนกำหนดไว้ มุ่งเน้นที่ความสนุกสนานรื่นเริงเป็นสำคัญ ซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย และมีรูปแบบท่ารำแตกต่างกันไปตามแบบฉบับของท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นศิลปะที่สะท้อนความเป็นตัวตนของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น ทั้งการแต่งกาย ความชื่นชอบแนวดนตรีหรือบทเพลง รวมไปถึงท่วงท่าในการร่ายรำ ถือเป็นเอกลักษณ์ และเสน่ห์ ของชาวไทย ที่สร้างความประทับใจให้กับชาวต่างชาติได้ไม่น้อย


อำเภอขาณุวรลักษบุรี ตั้งอยู่บริเวณทางใต้ลุ่มแม่น้ำปิง เป็นชุมชนโบราณ เดิมเรียกว่า เมืองแสนตอ สันนิษฐานว่าเป็นเมืองโบราณรุ่นเดียวกับเมืองเทพนคร เมืองไตรตรึงษ์ เมืองพาน เมืองคณฑี เมืองนครชุม และเมืองชากังราว มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน มีบันทึกในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐว่า เมื่อ พ.ศ. 2102 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้เสด็จมาคล้องช้าง ณ เมืองแสนตอ ซึ่งขึ้นกับเมืองกำแพงเพชรได้ช้างถึง 40 เชือก

ชุมชนเก่าแก่ของอำเภอขาณุวรลักษบุรี คือ ชุมชนเขากะล่อน บริเวณบ้านป่าพุทรา เป็นชุมชนในยุคหินใหม่มีอายุประมาณ 5,000-10,000 ปี  จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปีพุทธศักราช 2530 พบโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก อาทิ ขวานหินขัด หัวธนู กำไล ลูกปัด เศษภาชนะดินเผา จากหลักฐานดังกล่าวยืนยันได้ว่าชุมชนเมืองแสนตอเป็นเมืองเก่าแก่ก่อนประวัติศาสตร์ของจังหวัดกำแพงเพชร  

แต่เดิมอำเภอขาณุวรลักษบุรีมีฐานะเป็นกิ่งอำเภอ แยกจากอำเภอคลองขลุง มีชื่อว่า “กิ่งอำเภอแสนตอ” ที่ว่าการกิ่งอำเภอแสนตอ เดิมตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำปิง (หน้าโรงเรียนวัดน้อยวรลักษณ์ในปัจจุบัน) เนื่องจากถูกน้ำกัดเซาะจึงย้ายมาตั้งในสถานที่ปัจจุบัน มีพื้นที่เชื่อมต่อกับจังหวัดนครสวรรค์

ความหมายของรำวง 3 ส.
อำเภอขาณุวลักษบุรี จึงเป็นหนึ่งในเมืองเก่าของจังหวัดกำแพงเพชร ลูกหลานยังคงสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของคนพื้นถิ่นมาอย่างยาวนาน และมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ผู้เขียนขอกล่าวถึงด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ของชาวอำเภอขาณุวรณี ที่สะท้อนถึงค่านิยม ประเพณี วิถีชุมชน ที่สำคัญคือ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสุข ความรักสามัคคีของชาวขาณุวรลักษบุรี  กลุ่ม “รำวง 3 ส.” เป็นการรวมตัวกันของคนที่มีความชอบด้านดนตรี เสียงเพลง และการดูแลสุขภาพตนเอง โดยกลุ่มได้นำรูปแบบการรำวงมาเป็นกิจกรรมในการรวมตัวของกลุ่ม และได้พัฒนาท่วงท่าการรำวงให้เป็นแบบฉบับของกลุ่ม เน้นความสนุกสนาน  กลุ่มได้ให้ความหมาย ของ 3 ส. ประกอบด้วย 
ส.ที่ 1 สนุก 
ส.ที่ 2 สุขภาพดี 
ส.ที่ 3 สามัคคี
รวมเป็น รำสนุก-สุขภาพดี-สามัคคีเกิด จึงใช้ชื่อกลุ่มว่า รำวง 3 ส. มาตลอด ถึงปัจจุบันเป็นเวลา 6 ปีแล้ว




กิจกรรมรำวง 3 ส. ภาพโดย นางสาววณิชา อินทรศักดิ์ (2565)

กลุ่มรำวง 3 ส. มีนางกาญจนา ปั๋นแก้ว เป็นประธานกลุ่ม ปัจจุบันมีสมาชิกรวม 30 คน ในทุกวัน หากสมาชิกไม่ติดภารกิจ หรือไม่มีฝนตก ก็จะมารวมตัวกันช่วงเวลา 18.00-19.30 น. ณ ลานริมปิง เพื่อมารำวง ออกแบบท่ารำใหม่ ๆ ให้เข้ากับจังหวะเพลงที่สนุกสนาน จึงทำให้มีท่ารำที่แปลกใหม่ สวยงาม พร้อมเพรียงกัน สะกดสายตาผู้ชมทุกครั้งที่ทำการแสดง ทำให้การรำวงไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อล้าสมัยอีกต่อไป ผู้คนเริ่มให้ความสนใจ และเข้าร่วมเป็นสมาชิกมากขึ้น เป็นที่ยอมรับ และชื่นชอบ ที่กลุ่มทำกิจกรรมสร้างสรรค์เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกหลาน เยาวชน และประชาชนทั่วไป ทั้งยังช่วยส่งเสริมและสืบสานประเพณีท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ทั้งในและนอกพื้นที่ เนื่องจากเมื่อมีกิจกรรมหรือวันสำคัญต่าง ๆ กลุ่มจะเข้าร่วมแสดงรำวงอยู่เสมอ ได้สร้างสีสันและรอยยิ้ม สร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น ทำให้การรำวงที่มีมายาวนานยังคงเป็นวัฒนธรรมที่ชาวขาณุวลักษบุรีได้สืบสานมาจนถึงปัจจุบัน “รำวง 3 ส." จึงเป็นตัวแทนที่สะท้อนถึงศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น ของอำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร ได้เป็นอย่างดี

รำวง 3 ส. ได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลอำเภอขาณุวรลักษบุรี กศน.อำเภอขาณุวรลักษบุรี รวมทั้งหน่วยงานอื่นในระดับพื้นที่ ช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้กลุ่มเป็นตัวแทนในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ร่วมแสดงรำวงในชุดสีสันสดใสในงานประเพณีสำคัญต่าง ๆ เช่น ประเพณีวันลอยกระทง งานสารทไทยกล้วยไข่ งานปีใหม่ ตรุษจีน เป็นต้น รวมทั้งได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการรำวงกับอำเภอใกล้เคียงและจังหวัดอื่น สมาชิกทุกคนมีความสุขทุกครั้งที่ได้ร่วมแสดงการรำวง มีความภาคภูมิใจ ที่เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสืบสานศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น



ภาพโดย นางสาววณิชา อินทรศักดิ์ (2565)

จุดเด่น และเอกลักษณ์ของกลุ่ม คือ รอยยิ้ม ความสนุก ความสดใสที่มีในตัวของสมาชิกทุกคน ซึ่งสอดคล้องกับความหมายของกลุ่ม รำสนุก-สุขภาพดี-สามัคคีเกิด รวมถึงชุดที่ใช้ในการแสดงแต่ละครั้ง สมาชิกกลุ่มจะให้ความสำคัญในการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจเลือกแบบที่เน้นความสดใส และเหมาะสมในแต่ละกิจกรรม

หากมีผู้สนใจสามารถแวะเวียนมาชมการรำวงของกลุ่มได้ทุกวัน หรือต้องการมาเรียนรู้ฝึกการรำวง  กลุ่มก็ยินดีแบ่งปันถ่ายทอดศิลปะการรำวงให้กับผู้ที่สนใจ เพื่อให้ รำวง 3 ส. คงอยู่ในใจของลูกหลาน ประชาชนชาวอำเภอขาณุวรลักษบุรี และเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

ภาพโดย นางสาววณิชา อินทรศักดิ์ (2565)

ข้อมูลเนื้อหา โดย  นางสาววณิชา  อินทรศักดิ์ สมาชิกกลุ่ม รำวง 3 ส.

เขียน/เรียบเรียง โดย
   นางธัญมล โอมณีเขียว  ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย กศน.อำเภอขาณุวรลักษบุรี 
จังหวัดกำแพงเพชร

ภาพถ่าย/
  โดย นางสาววณิชา  อินทรศักดิ์

อ้างอิง 
KRURAVIWUN. ประวัติความเป็นมารำวงมาตรฐาน. สืบค้นเมื่อ 02 มีนาคม 2565 จากhttps://sites.google.com/a/bualai.ac.th/kruraviwan/prawati-khwam-pen-ma-rawng-matrthan 

ฐานข้อมูลท้องถิ่นกำแพงเพชร-ตาก. ประวัติอำเภอขาณุวรลักษบุรี. สืบค้นเมื่อ  02 มีนาคม 2565 จาก https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=3&code_db=610001&code_type=06






งานวันผลไม้ บั้งไฟประเพณี ของดีเมืองปากคาด

 งานวันผลไม้ บั้งไฟประเพณี ของดีเมืองปากคาด


"วันผลไม้ บั้งไฟประเพณี ของดีเมืองปากคาด” มีกิจกรรมการประกวดขบวนเฉลิมพระเกียรติฯ และแห่บั้งไฟ พร้อมนางรำ และมีตลาดผลไม้รวมทั้งผลิตภัณฑ์ OTOP และของดีเมืองปากคาด ณ อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ 

โดยภายในงานมีจัดขบวนเฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมด้วยขบวนกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดบึงกาฬ ในกิจกรรมดังกล่าวด้วย เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของชาวอีสานที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ หนึ่งในฮีตสิบสองเดือนของชาวอีสาน ช่วงเข้าสู่ฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูทำนา 




อำเภอปากคาด ตั้งอยู่ติดแม่น้ำโขง อยู่ตรงข้ามภูเขาควายในเขต สปป.ลาว ซึ่งมีอากาศดีมีความชื้นและเย็นเหมาะสมต่อการปลูกไม้ผลได้ดี เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ มะม่วง สับปะรด กล้วย น้อยหน่า ซึ่งรสชาติที่ได้ไม่น้อยหน้าผลไม้จากจังหวัดอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีการปลูกข้าวและยางพาราซึ่งเป็นอาชีพหลัก สร้างเศรษฐกิจให้พี่น้องประชาชนมีรายได้ดีจากการจำหน่ายผลิตผลหรือผลไม้ตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีสินค้า OTOP มาแสดงและจำหน่ายพร้อมผลไม้ที่เกษตรกรเก็บมาเองจากสวนนำมาขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ราคาถูก รสชาติอร่อย ตลอดงาน 




บุญบั้งไฟ เป็นหนึ่งในฮีตสิบสองเดือนของชาวอีสาน นิยมทำกันในเดือน 6 หรือเดือน 7 อันเป็นช่วงฤดูฝนเข้าสู่การทำนา ตกกล้า หว่าน ไถ เพื่อเป็นการบูชาแถนขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล เหมือนกับการแห่นางแมวของคนภาคกลาง
มีตำนานเล่าขานมานาน จากนิทานพื้นบ้านเรื่อง ผาแดงนางไอ่ เรื่อง พระยาคันคาก ล้วนแต่กล่าวถึงการจุดบั้งไฟเพื่อให้แถน (เทวดา) ได้บันดาลให้ฝนตกตามฤดูกาล ถือเป็นประเพณีอันสำคัญที่จะละเลยมิได้ เพราะมีความเชื่อว่า หากหมู่บ้านใดไม่จัดงานบุญบั้งไฟก็อาจจะก่อให้เกิดภัยพิบัติแก่ผู้คนในชุมชน งานบุญบั้งไฟเป็นงานใหญ่ ลงทุนสูง การจัดงานจะต้องเป็นไปตามการตัดสินใจของชุมชน หากปีใดเศรษฐกิจในชุมชนฝืดเคืองอาจจะต้องงดจัดงาน



การจุดบั้งไฟเพื่อบูชาเทพยดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย หรือที่ชาวอีสานเรียกกันว่า พญาแถน หรือ เทพวัสสกาลเทพบุตร ซึ่ง มีความเชื่อว่า พระยาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตก ถูกต้องตามฤดูกาล และทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ การจุดบั้งไฟจึงเป็นการบูชาพญาแถนที่สถิตอยู่บนฟ้า เพื่อเป็นการขอฟ้าขอฝนให้ตกถูกต้องตามฤดูกาล ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปี



“ฤดูกาลผันเปลี่ยนค้อยฝนยอย ๆ สาดหน่ำ ๆ
หญ้างาม ๆ ป่งดั้วเขียวขั้วกลางท่งนา
มาเด้อลุงมาเด้อป้ามาโฮมกันเตรียมบุญใหญ่
บุญบั้งไฟไทบ้านบอกตำนานอีสานแก่น
ฮักแป่นแวนแหนพี่น้องมาโฮมต้อมส่อยเอาบุญ”
                 ที่มาคำผญา : ผู้บ่าวเมืองแสน

ข้อมูลเนื้อหา เรื่องราว เขียนโดย นางสาวพวงแก้ว ภูแล่นคู่
ภาพถ่าย/ภาพประกอบ โดย นางสาวพวงแก้ว ภูแล่นคู่




“ประเพณีแข่งเรือยาวอำเภอพิมาย ตำนานแห่งสายน้ำ”


  “ประเพณีแข่งเรือยาวอำเภอพิมาย ตำนานแห่งสายน้ำ”



“แม่น้ำมูล” แม่น้ำที่เป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงผู้คนในเขตอีสานใต้ จากทิวเขาสันกำแพง เขื่อนลำมูลบน อำเภอครบุรี จังหวัดนคราชสีมา อันเป็นแหล่งต้นกำเนิดแม่น้ำสายสำคัญของภาคอีสาน ที่ไหลหล่อเลี้ยงผู้คน จากนครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานีแม่น้ำมูลนอกจากจะมีความสำคัญด้านเกษตรกรรม และการอุปโภคบริโภคแล้ว ยังเป็นแหล่งรวมใจของ
พี่น้องประชาชนที่ได้แสดงออกถึงความสามัคคีของคนในชุมชน ผ่านประเพณีอันเก่าแก่และทรงคุณค่าของคนริมฝั่งลุ่มน้ำมูล อันได่แก่ “ประเพณีแข่งขันเรือยาว” ตลอดทั้งสายน้ำของแม่น้ำมูลนั้น มีการแข่งขันเรือยาวประเพณีอยู่หลายแห่ง และหนึ่งในนั้นที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และได้ชื่อว่ามีสนามแข่งขันเรือยาวที่สวยงามและได้มาตรฐานที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย นั่นก็คือ ประเพณีแข่งเรือยาวพิมาย



ประเพณีแข่งเรือยาวพิมาย เป็นงานประเพณีที่สืบทอดต่อกันมายาวนาน มากกว่า 100 ปี เมื่อถึง
ฤดูกาลทอดกฐิน ชาวบ้านจะเดินทางโดยเรือเพื่อไปทอดกฐินตามวัดต่าง ๆ หลังจากทอดกฐินเสร็จแล้วต่าง
เดินทางกลับภูมิลำเนาของตน ในระหว่างที่เดินทางกลับจึงได้พายเรือแข่งกัน เพื่อความสนุกเพลิดเพลิน จึงถือเป็นละเล่นที่สำคัญในฤดูน้ำหลาก สร้างความสนุกสนานให้กับผู้แข่งขันและมีผู้สืบทอดจนกลายเป็นประเพณี โดยมีการจัดแข่งขันในช่วงออกพรรษา ฤดูกาลทอดกฐินเป็นประจำทุกปี ต่อมาอำเภอพิมาย ได้พัฒนาการจัดการแข่งขันโดยได้มีเรือจากต่างอำเภอและต่างจังหวัด มาเข้าร่วมแข่งขันด้วย เป็นประจำทุกปี


ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมศิลปากร และจังหวัดนครราชสีมา ได้กำหนดให้มีการจัดงานประจำปีขึ้น ภายใต้ชื่องาน เทศกาลเที่ยวพิมาย โดยมีกิจกรรมแสงสีเสียง ในบริเวณ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย มีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น การประกวดแมวสีสวาด การประกวดผัดหมี่พิมาย การประกวดตำส้มตำ เป็นต้น และได้กำหนดให้การแข่งเรือยาวพิมาย บรรจุเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งและเป็นส่วน สำคัญของงานเทศกาลเที่ยวพิมายด้วย ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนชื่อเป็น การแข่งขันเรือยาวประเพณี เทศกาลเที่ยวพิมาย จังหวัดนครราชสีมา มาจนถึงปัจจุบัน 



การแข่งขันเรือยาวประเพณี เทศกาล เที่ยวพิมาย นั้นได้พัฒนาการจัดการแข่งเรือในระดับอำเภอ จนเป็นการแข่งขันเรือยาวระดับประเทศที่ได้มาตรฐาน โดยมีเรือยาวชื่อดังทั่วประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขันชิงถ้วยพระราชทาน ของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงพระราชทาน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ทีมเรือที่เข้าแข่งขัน งานดังกล่าวถือเป็นงานที่สร้างชื่อเสียงของจังหวัดนครราชสีมา และนักท่องเที่ยวก็ให้ความสนใจ มาเที่ยวชมงานเป็นจำนวนมาก กล่าวคือ เมื่อพูดถึงโคราชก็ต้องนึกถึงปราสาทหินพิมาย อีกทั้งอำเภอ พิมาย ยังมีจุดเด่นอีกอย่าง คือ การแข่งเรือยาว ประเพณีเทศกาลพิมาย เพราะที่อำเภอพิมาย มีลำน้ำจักราช อันเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำมูล ซึ่งเป็นลำน้ำที่กว้างใหญ่ตรง ไม่คดเคี้ยวและมีกระแสน้ำที่นิ่งไม่ไหลเชี่ยว ผู้ชมสามารถนั่งชมการแข่งเรือยาวได้ทั้งสองฟากฝั่งริมน้ำ ทำให้การแข่งขันเรือยาวประเพณี เทศกาลเที่ยวพิมาย เป็นแบบอย่างการจัดการแข่งขันเรือยาวอีกแห่งหนึ่งที่ได้มาตรฐานที่สุดของประเทศไทย 



ความพิเศษของการแข่งขันเรือยาวประเพณี เทศกาลเที่ยวพิมาย คือ เรือที่เข้าแข่งขันในประเภทท้องถิ่นจะเป็นเรือของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง คือ เรือที่มาจากคุ้มวัด คุ้มบ้านต่าง ๆ ของอำเภอพิมาย วัดแต่ละวัดจะมีเรือประจำเป็นของตนเอง ที่มีฝีพายเป็นคนในหมู่บ้าน ที่จะร่วมกันฝึกฝนฝึกซ้อมกันทุกวัน เป็นเวลาแรมเดือนก่อนการแข่งขัน และที่ขาดไม่ได้เลย คือ กองเชียร์ที่เป็นสีสันของการแข่งเรือยาว กองเชียร์ แต่ละคุ้มวัดจะไม่มีใครยอมใคร เรียกได้ว่าจัดเต็มกันมาทุกคุ้มวัด





สนามแข่งขันเรือยาวประเพณี เทศกาลเที่ยวพิมาย ตั้งอยู่บนลำน้ำจักราช ติดกับโรงเรียนพิมายวิทยา ห่างจากปราสาทหินพิมาย ไปทางทิศตะวันตกเพียง 500 เมตร สามารถเดินทางได้ทั้งรถยนต์ส่วนตัว รถโดยสาร นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมการแข่งเรือยาวได้ในช่วงเทศกาลเที่ยวพิมาย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ และวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายน เป็นประจำทุกปี “การแข่งขันเรือยาวประเพณี เทศกาลเที่ยวพิมาย” เป็นอีกประเพณีหนึ่งที่เราต้องหาโอกาสมาเที่ยมชมให้ได้สักครั้งในชีวิต 


ข้อมูล เนื้อหา เรื่องราว เขียนโดย : นายนัฐพล คู่พิมาย ครู กศน.ตำบลกระเบื้องใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา 
ภาพถ่าย/ภาพประกอบ : นายประจักษ์ ช่างไม้ Facebook : Kai P Canond 
ข้อมูล TKP อ้างอิง https://sites.google.com/view/nattapon304/home



ผ้าปักม้ง ลวดลายอารยะ…สู่ความวิจิตรศิลป์

“ม้ง (Hmong)” เป็นชื่อที่คนกลุ่มหนึ่งใช้เรียกตนเอง โดยมีชาวม้งส่วนหนึ่งให้ความหมายกับคำดังกล่าวว่า หมายถึง “อิสระ” หรือ “อิสระชน” ม้งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำเหลือง แถบมณฑลยูนนาน กวางสี กวางเจา ในประเทศจีน เนื่องจากสถานการณ์ที่ไม่สงบทางการเมืองและต้องการหาพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกสำหรับการดำรงชีพ จึงย้ายถิ่นฐาน โดยปัจจุบันมีชาวม้งอาศัยอยู่ในประเทศจีน ไทย เวียดนาม ลาว และสหรัฐอเมริกา โดยชุมชนชาวม้งที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในประเทศไทย


ชนเผ่าม้ง  ภาพโดย padungkait123

บ้านขุนสาใน เป็นหมู่บ้านที่อยู่ท่ามกลางหุบเขาและธรรมชาติ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีประชากรเป็นชาติพันธุ์ม้งราว 200 กว่าหลังคาเรือน ด้วยอากาศที่เย็นแทบจะทั้งปี ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงมีอาชีพกระเกษตรกรรม โดยพืชผักส่วนใหญ่จะเป็นพืชผักเมืองหนาว เช่น ต้นหอมญี่ปุ่น ลูกพลับ ผักกาดขาว สตอว์เบอร์รี่ กะหล่ำปลี มะเขือเทศ พริกหวาน ฯลฯ 


หมู่บ้านขุนสาใน

ในช่วงเวลาว่างหลังเสร็จงานเกษตรกรรมเพาะปลูกในไร่นา ชาวบ้านผู้ชายมักจะตีเหล็กและทำเครื่องเงิน โดยจะเห็นได้จากเสื้อผ้าและเครื่องประดับของเผ่าม้ง จะมีเครื่องประดับที่ทำจากเงิน ประดับประดาทั้งชายและหญิง ขณะที่ฝ่ายผู้หญิงจะเย็บปักเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ดังที่มีคํากล่าวถึงวิถีชีวิตชาวม้งตั้งแต่โบราณกาลว่า “ผู้หญิงปักผ้า ผู้ชายตีมีด” เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของชนเผ่าม้งจึงนิยมสร้างลวดลายประดับด้วยลายปักที่ใช้เส้นด้ายสีสันสดใสสีต่าง ๆ อาทิเช่น ส้ม ชมพูบานเย็น ฟ้า เหลือง เขียว เป็นต้น แต่ชาวม้งจะไม่นิยมใช้สีแดงประดับบนเสื้อผ้า เพราะมีความเชื่อว่า สีแดงเป็นสีรุนแรง เป็นสีที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุไม่เป็นมงคล จะใช้เฉพาะในงานศพเท่านั้น

ปัจจุบัน แม้ด้วยยุคสมัย กระแสทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้วิถีชีวิตของชนเผ่าม้งในบ้านขุนสาในมีเปลี่ยนแปลงไปมาก บางกลุ่มมีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับคนสังคมเมืองมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นงานปักผ้าก็ยังคงมีการสืบทอดต่อกันมาในกลุ่มชนเผ่าม้ง และลวดลายบางลวดลายที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าม้ง ก็ยังมีปรากฏอยู่ในผืนผ้าปักม้งร่วมอยู่ด้วยแทบจะทุกผืน ผ้าปักที่เคยทำกันเพียงเพื่อเป็นแค่เครื่องแต่งกายในครอบครัวหรือในชนเผ่า ก็กลายเป็นสินค้าที่ถูกนํามาพัฒนาเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่มีความหลากหลาย โดยมีการจัดจำหน่ายในรูปแบบของสินค้าคุณภาพ ในนามของสินค้า OTOP จังหวัดแม่ฮ่องสอน นอกจากนั้นยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ในศูนย์จำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ออนไลน์ (OOCC) ของ กศน.อำเภอปาย จนเป็นที่นิยมทั้งในกลุ่มผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

แคตตาล็อคออนไลน์สินค้าจากผู้ประกอบการบ้านขุนสาใน เพจ OOCC กศน.อำเภอปาย

หญิงชาวเผ่าม้งบ้านขุนสาใน ต่างมีทักษะความเชี่ยวชาญในด้านการปักผ้า ไม่แพ้หญิงชาวม้งอื่น ศิลปะการปักผ้าเป็นอย่างหนึ่งที่แสดงถึงทักษะฝีมือของผู้ปัก คือ การปักแบบเย็บปะ หรือที่เรียกเทคนิคการปักแบบนี้ว่า "เจี๋ย" ซึ่งถือว่าเป็นเทคนิคที่ค่อนข้างยากกว่าเทคนิคอื่น ๆ ของชาวม้ง 

เจี๋ย หมายถึง เทคนิคการตัดผ้าเป็นลวดลายที่กำหนด แล้วนํามาเย็บติดซ้อนกับผ้าพื้นอีกชั้นหนึ่ง ความยากของเทคนิคนี้อยู่ที่ความละเอียด ลวดลายที่แสดงเอกลักษณ์ของเทคนิคเจี๋ย ที่นิยมของชาวม้ง คือ การปักลายก๊ากื้อ หรือลายก้นหอย ผู้ปักต้องใช้ฝีมือ ต้องมีทักษะความเชี่ยวชาญ ใช้ความละเอียดและความอดทนมากเป็นพิเศษจึงจะปักลวดลายนี้ได้สำเร็จ จะได้ผ้าปักที่มีความประณีตและออกมาสวยงาม 

ลายก๊ากื้อ เป็นภาษาชนเผ่าม้ง ความหมายในภาษาไทย หมายถึง ก้นหอย เป็นลายหลักที่เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและมีความชัดเจนที่สุดของชาวม้งในแทบทุกกลุ่ม เป็นลายโบราณดั้งเดิมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของม้งหลายชั่วอายุคน ลายก๊ากื้อหรือลายก้นหอย พบได้ทั้งในงานปักแบบเจี๋ยหรือเย็บปะ งานปักแบบคลอสติซ และงานเขียนเทียนของชาวม้งลาย ลายก๊ากื้อหรือลายก้นหอยนั้น อาจมีตามคติความเชื่อของชาวม้งแฝงอยู่ ซึ่งเชื่อว่ามีที่มาจากหอยสังข์ซึ่งมักถูกนำมาใช้ในการประกอบพิธีกรรมสำคัญทางศาสนา ลักษณะการวนของก้นหอยเปรียบเสมือนการโคจรของพระอาทิตย์พระจันทร์และดวงดาว เอกลักษณ์ลายก้นหอยนี้จึงเสมือนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบนผืนผ้าปักที่สะท้อนชนเผ่าม้ง และยังคงมีการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน สามารถพบลายก๊ากื้อหรือลายก้นหอยนี้บนผืนผ้าของชาวม้งโดยทั่วไป


ผ้าปักม้งลายก้นหอย 


สาวม้งบ้านขุนสาในกำลังปักผ้าลายก้นหอย

ผลิตภัณฑ์ผ้าปักม้งเป็นงานภูมิปัญญาที่สำคัญในการแสดงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของชนเผ่าม้ง ซึ่งหากมีการสร้างสรรค์พัฒนาต่อยอดด้วยกลยุทธ์ด้านการออกแบบและเพิ่มประสิทธิภาพด้านการจำหน่าย จะสามารถสร้างประโยชน์และเพิ่มมูลค่าเชิงเศรษฐกิจได้ นอกจากจะสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านบ้านขุนสาในแล้ว ยังเป็นการกระจายรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอีกด้วย

ข้อมูลโดย นางสาวจีราพา วงค์ยั่งพิทักษ์ ประธานกลุ่มผ้าปักม้งบ้านขุนสาใน

เรียบเรียงและภาพถ่ายโดย นางสาวปาลิตา ประเสริฐสังข์  ครู ศรช. กศน.ตำบลโป่งสา กศน.อำเภอปาย  
สำนักงานแม่ฮ่องสอน





งานสลุงหลวง กลองใหญ่ ปีใหม่เมือง นครลำปาง

ตามประเพณีล้านนา ช่วงเดือนเมษายน ในวันที่ 12-15 เมษายน ของทุกปี จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานของเทศกาลสงกรานต์ ที่คนเมืองหรือชาวล้านนาจะเรียกเทศกาลนี้ว่า “ปาเวณีปีใหม่” หรือ “ป๋าเวณีปี๋ใหม่” ตามสำเนียงของชาวเหนือ ซึ่งมีความหมายว่า “ประเพณีสงกรานต์” ซึ่งเทศบาลนครลำปาง ได้จัดงานประเพณีสงกรานต์ โดยให้ประชาชนร่วมทำบุญ ตักบาตร สักการะบูชา และสรงน้ำ “องค์พระเจ้าแก้วดอนเต้า” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองลำปาง นำแห่รอบเมืองให้ประชาชนได้สรงน้ำ พร้อมทั้งมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์เย็น ทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ขบวนแห่สลุงหลวง ขบวนแห่จุมพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองและขบวนแห่ปีใหม่เมือง การแสดงกลองปูจาและการแสดงศิลปะวัฒนธรรม การประกวดเทพบุตร-เทพธิดาสลุงหลวง 

ขบวนแห่พระเจ้าแก้วดอนเต้า ในงานประเพณีปีใหม่เมืองลำปาง
ภาพโดย อำนาจ ดวงใย

ช่วงเวลาของประเพณีสงกรานต์ของนครลำปาง จะเริ่มต้นในวันที่ 9 เมษายน จะเริ่มต้นด้วยการแข่งขันการตีกลองปูจา โดยตัวแทนจากอำเภอต่าง ๆ ทั้ง 13 อำเภอ ส่งเข้าประกวด



กลองปูจา ภาพโดย อำนาจ ดวงใย

ในค่ำคืนของวันที่ 10-11 เมษายน เป็นการประกวดเพื่อคัดเลือกเทพบุตร-เทพธิดาสลุงหลวง เพื่อเป็นตัวแทนของชาวลำปาง ในการอัญเชิญพระแก้วดอนเต้าบนรถบุษบก เพื่อแห่รอบเมืองลำปาง ให้ประชาชนได้สรงน้ำเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวในเทศกาลปีใหม่เมือง


เทพบุตร เทพธิดาสลุงหลวงประจำปี 2565  ภาพจาก เทศบาลนครลำปาง เว็บเพจ

วันที่ 12 เมษายน ของทุกปี จะถูกกำหนดให้เป็นวันแห่สลุงหลวง จะมีพิธีอัญเชิญพระแก้วดอนเต้าจากวัดพระธาตุลำปางหลวง สู่นครลำปาง เพื่อนำเข้าสู่พิธีเจริญพระพุทธมนต์เย็น และสรงน้ำพระแก้วดอนเต้าบริเวณข่วงนคร 





พระครูพิธานนพกิจ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุลำปางหลวง
และนายสิทธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง
ทำพิธีขอขมาและอัญเชิญพระเจ้าแก้วดอนเต้าขึ้นรถบุษบก
ภาพโดย อำนาจ ดวงใย

และมีพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งในช่วงเช้าวันที่ 13 เมษายน ซึ่งถือว่าเป็นวันมหาสงกรานต์ จะมีขบวนแห่ปี๋ใหม่เมือง และขบวนแห่จุมพระคู่บ้านคู่เมือง ไปตามถนนฉัตรไชยสิ้นสุดหน้าโรงเรียนเทศบาล 3 (บุญทวงศ์อนุกูล) และอัญเชิญพระแก้วดอนเต้าไปยังอนุสาวรีย์เจ้าพ่อทิพย์ช้าง และอัญเชิญพระแก้วดอนเต้ากลับวัดพระธาตุลำปางหลวงในเวลาเย็น


พิธีทำบุญตักบาตร  ภาพโดย อำนาจ ดวงใย 



ขบวนแห่พระแก้วดอนเต้าให้ประชาชนสรงน้ำ  ภาพโดย อำนาจ ดวงใย

สำหรับคำว่าสลุงหลวง สามารถอธิบายความได้ ดังนี้
“สลุง” เป็นภาษาพื้นเมืองของชาวล้านนา หมายถึง ภาชนะใส่น้ำ ซึ่งส่วนใหญ่ทำด้วยโลหะเงิน มีลักษณะเช่นเดียวกับขันน้ำ มีขนาดแตกต่างกันตามความต้องการในการนำไปใช้สอย
“หลวง” แปลว่า ใหญ่
“สลุงหลวง” จึงแปลว่า ภาชนะใส่น้ำใบใหญ่

ในช่วงปีแรกของการแห่สลุงหลวง ได้นำขันเงินใบใหญ่ของเจ้าศรีรัตน์ ณ ลำปาง มาใช้ในการแห่ ใช้ชื่องานว่า “ขบวนแห่งานบุญสลุงหลวง” ต่อมาในปี พ.ศ. 2533 ชมรมเทิดมรดกเขลางค์นคร ได้ริเริ่มการสร้างสลุงเงินใบใหญ่ขึ้น มีการตีขึ้นรูปแบบสลุงเกลี้ยง ทำด้วยเงินบริสุทธิ์ หนัก 2,533 บาท หรือ 38 กิโลกรัม ความกว้างปาก 89 เซนติเมตร สูง 49 เซนติเมตร ชาวลำปางได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์เป็น จำนวนถึง 432,398 บาท ภายในสลุงสลักชื่อผู้บริจาคเงิน บริเวณบนขอบด้านนอกของสลุงจารึกอักษรล้านนา ความว่า 
“สลุงแก่นนี้จาวเมืองลำปางแป๋งตานไว้ใส่น้ำอบ น้ำหอม ขมิ้น ส้มป่อย สระสรง องค์พระเจ้าแก้วมรกตดอนเต้า เวียงละกอน ในวันปี๋ใหม่เมือง เพื่อค้ำจุนพระศาสนา ฮอดเติงห้าปันวรรษา”


สลุงหลวง ภาพโดย ต้นไม้ใหญ่

และสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประเพณีที่ดีงามนี้ยังคงอยู่คู่นครลำปาง คือ ความรัก ความสามัคคี ความร่วมมือร่วมใจ ปรองดองกันของชาวลำปาง ที่แม้จะมีความแตกต่างแต่เราก็จะสามารถร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ผลักดัน สร้างชุมชนน่าอยู่ และเมืองน่าอยู่ เพื่อให้นครลำปาง เป็นนครแห่งความสุข ตลอดไป

===========================================================

เรียบเรียงโดย จิตาภรณ์ เทวะนา บรรณารักษ์ชำนาญการ ห้องสมุดประชาชนจังหวัดลำปาง
กศน. อำเภอเมืองลำปาง  จ.ลำปาง

ถ่ายภาพโดย
 อำนาจ ดวงใย

อ้างอิง
งานศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2559). สาระน่ารู้จากศูนย์สนเทศภาคเหนือ. จาก https://linkdi.me/gps49

ธนวรรณ ทองศรี. (2557). ประเพณีแห่สลุง. จาก https://sites.google.com/site/lampangtraveling
/home/culture/salungluang

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง. (2565). เทพบุตรสลุงหลวง.
จาก https://www.facebook.com/photo?fbid= 1917470901778711&set= pcb.1917477305111404

อำนาจ ดวงใย (ตากล้องก๊อกแก๊ก). (ม.ป.ป.). พระเจ้าแก้วมรกตดอนเต้า.
จาก https://www.facebook.com/photo/?fbid=4620212021416426&set=pb.100002830224968.-2207520000..salunglampang

สูจิบัตรงาน สลุงหลวง กลองใหญ่ ปีใหม่เมืองนครลำปาง (2562). https://www.facebook.com/salunglampang/




“ผีขุนน้ำ” พลังความศรัทธา...สู่วิถีชีวิตคนลุ่มน้ำแม่ธิ

ในสภาพที่วัฒนธรรมตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาอย่างมากมาย ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และชุมชนอย่างรวดเร็ว วิถีชีวิตของชาวบ้านอาจปรับเปลี่ยนไปบ้าง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติของปุถุชนที่จะต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ชุมชนในตำบลบ้านธิ ยังคงวิถีชีวิตเป็นสภาพสังคมทางการเกษตรอยู่ตามเดิม และน้ำก็ยังเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำเนินชีวิตของชาวบ้าน จึงก่อเกิด “ประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ำ” มาตั้งแต่บรรพชนสืบทอดสู่คนรุ่นหลังให้ยึดถือปฏิบัติ เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกให้คนในชุมชนเกิดความหวงแหนในจารีตประเพณีและสร้างความรัก ความสามัคคีในการที่จะร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมให้มากที่สุด ดังคำที่ว่า “แม้กาลเวลาผ่านไป จารีตคงไว้อยู่คู่ชุมชน”



พิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ



ศาลเจ้าพ่อขุนน้ำแม่ธิที่รวมศรัทธาคนลุ่มน้ำธิ

ความเป็นมาของ “ประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ำ”
น้ำแม่ธิ...สายน้ำแห่งชีวิต
น้ำแม่ธิ คือ ลำน้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงไร่นาของชาวบ้าน 20 หมู่บ้าน มีแหล่งกำเนิดจากผืนป่า เทือกเขาสลับซับช้อน ทิศตะวันออกมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ติดต่อกับห้วยลาน อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ จุดเริ่มต้นของลำน้ำเกิดจากลำห้วยหลายสายไหลมารวมกัน ซึ่งได้แก่ ห้วยหก ห้วยปลาดุก แง่ซ้ายห้วยปู ห้วยส้าน ห้วยฟันฟาก ห้วยปูดอก ห้วยปลาก้าง ห้วยแม่มีน และห้วยเลี้ยงผี ซึ่งลำห้วยเหล่านี้ชาวบ้านธิ เรียกว่า “ขุนธิ” หมายถึง แหล่งกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญ ที่เรียกติดปากว่า “น้ำแม่ธิ” มีจุดเริ่มต้นอยู่ในพื้นที่บ้านดอยเวียง ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานสร้างอ่างเก็บน้ำไว้ในฤดูน้ำหลาก และปล่อยลงสู่ลำน้ำแม่ธิในช่วงที่ฝนไม่ตก ราษฎรต้องการน้ำ เป็นผลทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้คน

“เหมืองฝาย” ภูมิปัญญาชาวบ้าน จุดเริ่มต้นของประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ำ
เมื่อ 40-50 ปีก่อนชาวบ้านเกือบทุกหลังคาเรือนจะประกอบอาชีพหลัก คือ ทำนา พื้นที่ปลูกข้าวมักจะปลูกในที่ราบลุ่ม มีน้ำอุดมสมบูรณ์ อาศัยน้ำฝนในการทำการเกษตร ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “น้ำฟ้า” หากฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ก็ทำให้ขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตรไปด้วย ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านทุกหมู่บ้านจึงต้องช่วยเหลือตัวเองด้วยการช่วยกันทำ ทำนบกั้นน้ำ หรือที่เรียกว่า “เหมืองฝาย” เพื่อกั้นน้ำเอาไว้ในลำน้ำหลัก ให้ไหลไปตามร่องน้ำหรือเหมืองในทิศทางที่ต้องการ  ดังนั้นบรรดาชาวบ้านทั้งหลายจึงมีการประชุมเลือกหัวหน้าเหมืองฝายขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้นำในการสร้างฝาย ตลอดลำน้ำแม่ธิจึงมีการสร้างฝายขึ้นเป็นจุด ๆ

เมื่อใกล้ฤดูฝน หัวหน้าเหมืองฝายจะนัดหมายให้เจ้าของนาที่มีส่วนได้รับการแบ่งปันน้ำของแต่ละฝาย จะต้องตัดไม้หลักมาคนละมัดใหญ่ ๆ ไม้ที่ใช้เป็นไม้ไผ่ชนิดที่ไม่มีรูกลวง ขนาดสูงประมาณ 1-1.5 เมตร ตัดปลายให้แหลม แล้วนำมาปักเรียงขวางตามลำน้ำ ใช้ไม้ท่อนตอกระหว่างหลัก วางก้อนหินใหญ่แทรกลงไป หรือบางทีก็สานเป็นตะกร้าใส่ก้อนหินลงไปในลำน้ำ เอาไม้หลักตอกกั้นไว้ ไม่ได้ใช้ไม้เสาท่อนใหญ่ หรือคอนกรีตขวางทางน้ำ ไม่มีประตูปิด-เปิด เวลาฝนตกหนัก น้ำไหลแรง บางส่วนจะไหลเข้าเมือง ส่วนที่เหลือก็จะไหลล้นฝายไปตามลำน้ำแม่ธิ ไปพบกับฝายถัดไป เวลาน้ำแรงจัดก็ทำลายฝายกั้นน้ำพังทลายลงไปทั้งแถบ ฉะนั้นจึงมีการซ่อมแชมกันทุกปี ปีละหลาย ๆ ครั้ง เวลาเหมืองฝายชำรุด หัวหน้าเหมืองฝายจะทำหน้าที่ประชุมชาวบ้านที่เป็นสมาชิก พากันไปตัดต้นไม้เพื่อช่อมแชม 

ในการทำงานทุกคนจะต้องร่วมกัน ถ้าไม่มาช่วยกันจะถูกปรับไหมเป็นเงิน ข้าว หรือจะไม่ได้รับแบ่งปันน้ำจากเหมืองฝาย การแบ่งน้ำจะถูกกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากหัวหน้าเหมืองฝาย หรือที่เรียกว่า “แก่ฝาย” จึงไม่ค่อยมีเรื่องทะเลาะวิวาทแย่งชิงน้ำกัน ระบบเหมืองฝายของชาวบ้านจึงเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความรัก ความสามัคคี ของคนในชุมชน ประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ำได้ถูกกำหนดขึ้นพร้อม ๆ กับระบบเหมืองฝายของชาวบ้าน ยิ่งทำให้มองเห็นถึงความฉลาดของคนในสมัยโบราณ ที่สามารถนำเอาลัทธิความเชื่อ จารีตประเพณีของบรรพชนมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิต ก่อให้เกิดพลังศรัทธาในการประกอบอาชีพ เป็นผลให้เกิดความสันติสุขขึ้นในสังคม

พิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ
คุณครูวิเชียร ปัญญาใหญ่ ผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงผีขุนน้ำ กล่าวไว้ว่า “ผีขุนน้ำ” หรือ “เทวดารักษาน้ำ” เป็นลัทธิความเชื่อที่ถ่ายทอดจากบรรพชนหลายชั่วอายุคน การเลี้ยงผีขุนน้ำ ของชาวบ้านในสมัยโบราณ ผูกติดกับความเชื่อที่ว่า ผีขุนน้ำสามารถที่จะบันดาลความผาสุก ความร่มเย็น ความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร ตลอดจนดูแลป้องกันให้คนในชุมชนอยู่รอดปลอดภัยจากภัยธรรมชาติและโรคภัยไข้เจ็บทั้งมวล ทุกปีจึงให้มีการบวงสรวง จัดหาเครื่องเซ่นไหว้บูชาเลี้ยงผีขุนน้ำ ณ ฝายเลี้ยงผีขุนน้ำแม่ธิ หมู่ที่ 9 บ้านดอยเวียง ทุกวันแรม 9 ค่ำ เดือน 9 ซึ่งวันที่กำหนดไว้นี้ห้ามเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปของชาวบ้านธิในอดีตว่า วันแรม 9 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี คือ เป็นวันเลี้ยงผีขุนน้ำ หากปีใดมีการเลี้ยงผีขุนน้ำ ไม่ตรงกับวันแรม 9 ค่ำ เดือน 9 จะก่อให้เกิดโทษมากกว่าคุณ เช่น ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามถดูกาล พืชสวนไร่นาเสียหาย เกิดโรคระบาดไปทั่ว จึงมักจะไม่มีการฝ่าฝืนจารีตดังกล่าว




“แก่ฝาย” หรือหัวหน้าเหมืองฝาย ต้องรับผิดชอบประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ำ โดยก่อนจะถึงวันแรม 9 ค่ำ เดือน 9 หัวหน้าเหมืองฝายจะเป็นผู้แจ้งข่าวให้สมาชิกของแต่ละฝ่ายทราบเพื่อร่วมกันเตรียมการจัดพิธี โดยจะแบ่งหน้าที่รับผิดชอบเป็นฝ่าย ๆ  ฝ่ายจัดการสถานที่ หัวหน้าเหมืองฝายที่ได้รับมอบหมายจะต้องนำสมาชิกเข้าป่าเพื่อจัดเตรียมสถานที่ที่จะประกอบพิธีก่อนวันเลี้ยงผี 1 วัน โดยทำการแผ้วถางจุดที่ทำพิธี ทำแคร่ยกพื้นสูงด้วยไม้ไผ่ สำหรับวางเครื่องบวงสรวง ส่วนเครื่องบวงสรวง จะประกอบด้วย เนื้อสัตว์ สุรา ดอกไม้ ธูป เทียน ให้พร้อมก่อนรุ่งเช้าวันประกอบพิธี  ฝ่ายพิธีการ ผู้รับผิดชอบจะต้องนำกรวยดอกไม้ธูปเทียน ไปบอกกล่าวให้ผู้ที่จะประกอบพิธีบวงสรวงหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ปู่จ๋าน" ทราบก่อนกำหนดวันประกอบพิธี 

พอเช้าตรู่ วันแรม 9 ค่ำ เดือน 9 แก่ฝายพร้อมด้วยสมาชิกที่ได้รับมอบหมายให้จัดทำเครื่องบวงสรวง จะต้องไปถึงจุดนัดหมายก่อนเพื่อจัดการฆ่าสัตว์ที่จะนำไปเซ่นไหว้ หลังจากชำแหละแล้วก็จะช่วยกันปรุงอาหาร ทำเป็น 4 ประเภท คือ ทำแกงหนึ่งอย่าง ชาวบ้านเรียกว่า “แกงอ่อม” และทำลาบดิบอีกหนึ่งอย่าง ส่วนที่เหลือก็จะเซ่นไหว้เป็นเนื้อสดทำเหมือนกันทั้ง 3 ชนิด ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

เครื่องสำหรับสังเวยบูชา
เทียน 4 เล่ม ดอกไม้ 4 สวย (กรวย) พลู 4 สวย หมาก ขดหรือก้อม 4 ก้อม (1 ขดเอามาตัดครึ่งเท่ากับ 1 เมตร) ช่อขาว (ธง) 4 ผืน มะพร้าว 2 แขนง กล้วย 2 หวี อ้อย 2 ลำ หม้อใหม่ 1 ใบ แกงส้ม แกงหวาน หัวหมู ไก่ต้ม สุรา และโภชนาการ 7 อย่าง รวมทั้งเมี่ยงและบุหรี่



เครื่องสังเวยผีขุนน้ำจากความร่วมมือชาวบ้าน

ขั้นตอนการประกอบพิธี
พ่อหนานคำจันทร์ สายปั่น (ปู่จ๋าน) จะขึ้นเท้าทั้งสี่ หรือภาษาพื้นบ้านที่ชาวบ้าน เรียกว่า “เต๊าตังสี่” ประกอบด้วยสะตวง จำนวน 6 อัน สะตวงทำด้วยกาบกล้วย ตัดยาวประมาณ 4 นิ้ว ทำเสาปักตรงกลาง สูงพอประมาณ สามารถที่จะวางกระทงเย็บเหลี่ยมทำด้วยใบตอง แล้วปักลงพื้นดิน ในกระทงใส่ข้าวปลาอาหาร หมูหรือไก่ แกงส้ม แกงหวาน มะเฟือง มะแวง ปักจ้อ (ธงเล็ก) สีขาวทั้ง 4 อัน สะตวงสุดท้าย เรียกว่า หอพระอินทร์ มีสัญลักษณ์ คือ ปักด้วยฉัตรทรงกลมสีเขียวในกระทงใส่ข้าวเหนียวปั้นเป็นลูกกลม ๆ พร้อมด้วยกล้วยสุก 1 ลูก

สะตวงสำหรับอัญเชิญเทพทั้งสี่ คือ เทวดาที่รักษาน้ำ รักษาป่า รักษาดินแดนและอากาศ ให้มารับรู้ถึงการประกอบพิธีของชาวบ้าน เมื่อทำพิธีเท้าทั้งสี่แล้ว ปู่จ๋านก็จะให้ “แก่ฝาย” นำเครื่องเซ่นไหว้ ประกอบด้วย เนื้อสัตว์ทั้งสุกและดิบ สุรา 2 ขวด ขึ้นไปวางไว้บนแคร่ที่จัดทำไว้ ปู่จ๋านจะจุดเทียน 2 เล่ม ซ้าย-ขวา จุดธูปหนึ่งกำมือ แจกจ่ายให้ผู้ร่วมพิธีนำมาปักไว้ตรงกลางระหว่างเทียนทั้งสองเล่ม การปักเทียนและธูปทั้ง 3 จุดนี้ หมายถึง ให้เคารพและระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อจุดเทียนธูปแล้ว ปู่จ๋านจะกล่าวคำอัญเชิญเทวดาเพื่อให้มาชุมนุมรับเครื่องเซ่นไหว้ของชาวบ้าน เมื่อจบแล้วจะกล่าวคำแผ่เมตตาเป็นการเสร็จพิธีกรรม 

จุดมุ่งหมายในการเลี้ยงผีขุนน้ำ
จุดมุ่งหมายในการเลี้ยงผีขุนน้ำ เพื่อให้เกิดความสามัคคีซึ่งกันและกัน เช่น มีการประชุมตกลงกันก่อนจึงจะมีพิธีการเลี้ยง และเป็นการแสดงออกซึ่งความเสียสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของส่วนรวม เช่น มีการเรี่ยไรเงินทองกันคนละนิดละหน่อย รวมถึงเพื่อแสดงความกตัญญูต่อสิ่งที่ให้คุณและให้ประโยชน์แก่ตนเอง เช่นเดียวกับการเลี้ยงผีขุนน้ำ ก็เพื่อต้องการแสดงความกตัญญูต่อธรรมชาติที่อำนวยความอุดมสมบูรณ์ให้กับมนุษย์ และมองเห็นความสำคัญของธรรมชาติที่มีต่อมนุษย์



ชาวบ้านแย่งเก็บเครื่องสังเวยเพื่อความเป็นสิริมงคลหลังเสร็จพิธีกรรม

ประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ำเป็นกุศโลบายที่มุ่งสอนให้คนในชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีความรัก ความสามัคคี รู้จักแบ่งปัน และที่สำคัญ คือ ให้มีความกตัญญูรู้คุณของแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนในชุมชน ชี้ให้เห็นว่าพิธีกรรมของชาวไตลื้อบ้านธิ ที่สืบทอดมาจากบรรพชนของคนไทยกลุ่มหนึ่งในแผ่นดินสิบสองปันนา ได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนานหลายศตวรรษ เป็นร่องรอยประวัติศาสตร์ที่แสดงออกถึงจารีตประเพณี วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เกี่ยวข้องระหว่างคนกับน้ำ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เรามักจะพบเห็นพิธีกรรมดังกล่าวในหลายชุมชนของคนล้านนา เฉกเช่นเดียวกับ ประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ำของชาวตำบลบ้านธิ ที่บ้านดอยเวียง ถึงแม้ว่าการประกอบพิธีกรรมอาจจะผิดแผกแตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็เชื่อได้แน่ว่าจุดประสงค์หรือเป้าหมายน่าจะอยู่บนพื้นฐานความเชื่อเดียวกัน


ข้อมูลเนื้อหา โดย นายวิเชียร  ปัญญาใหญ่ ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลบ้านธิ 
ที่ทำการ : บ้านเลขที่ 27/1 หมู่ที่ 14 ตำบลบ้านธิ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน
เรียบเรียงเนื้อหา โดย นางวิไลวรรณ  อุ๋ยสกุล 
ภาพถ่าย/ภาพประกอบ โดย นางสาวกานต์ชนก แก้วทิพย์ 

ข้อคิดเห็นจากเครือข่าย TKP

 
Copyright © 2018 Thailand Knowledge Portal. Designed by OddThemes > Developed by mediathailand