TKP HEADLINE
Showing posts with label 08.อาหารประจำถิ่น. Show all posts
Showing posts with label 08.อาหารประจำถิ่น. Show all posts

ขนมปั้นขลิบ

     

"ขนมปั้นขลิบ"  หรือ "ขนมปั้นสิบ"


จากเมนูกะหรี่ปั๊บที่คุ้นเคย กัดคำหนึ่งก็หกเลอะเทอะ แถมมีขั้นตอนการทำแป้งยุ่งยาก ลองเปลี่ยนไอเดียมาทำขนมปั้นขลิบหรือขนมปั้นสิบ ชิ้นพอดีคำ ทำง่ายกว่าเยอะ  6 เมนูปั้นขลิบ ได้แก่ ปั้นขนมดี นั่นก็คือ  "ขนมปั้นขลิบ"  หรือ "ขนมปั้นสิบ"  ที่เหมือนกะหรี่ปั๊บตัวเล็ก ๆ แต่เคยสงสัยกันไหมว่า ขนมชิ้นเล็ก ๆ นี้ ทำไมบางคนถึงเรียกกันว่า ปั้นขลิบ  แต่บางคนก็กลับเรียกว่า ปั้นสิบ แท้จริงแล้ว ขนมชนิดนี้เขาเรียกว่าอะไรกันแน่? 

ปั้นสิบ หรือ ปั้นขลิบ เป็นอาหารว่างไทยชนิดหนึ่งที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ รูปร่างคล้ายกะหรี่ปั๊บแต่ต่างกันที่ตัวเล็กกว่า และไม่มีลวดลายเป็นชั้น ๆ ไส้ที่นิยมมีอยู่ 2 ไส้ คือ ไส้หมู และไส้ปลา มีขนาดพอดีคำ แป้งจะกรอบแข็งมากกว่ากะหรี่ปั๊บ นิยมกินคู่กับน้ำชาหรือชาสมุนไพร 

สูตร ขนมปั้นสิบ หยิบกินสะดวกชิ้นพอดีคำ

ส่วนผสม
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
รากผักชีซอย 2 ช้อนโต๊ะ
เนื้อปลากะพงบด 500 กรัม
น้ำเปล่า 1 1/2 ถ้วย
น้ำตาลทราย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2 ช้อนชา
หอมเจียว 200 กรัม
ถั่วลิสงคั่วป่น 100 กรัม
แป้งสาลีอเนกประสงค์ 250 กรัม
น้ำ 100 กรัม
น้ำมันพืช 100 กรัม

วิธีทำ

1. ตั้งกระทะใส่น้ำพืชเล็กน้อย ใส่รากผักชีซอยลงไปผัดให้หอม แล้วตามด้วยเนื้อปลากะพงบด ผัดจนเนื้อปลาสุก
2. ใส่น้ำเปล่า น้ำตาลทราย เกลือ และหอมเจียว ผัดให้เข้ากัน จากนั้นก็ใส่ถั่วลิสงคั่วป่นเป็นลำดับสุดท้าย ผัดจนตัวขนมเหนียว จับตัวกันเป็นก้อน เสร็จแล้วก็ตักใส่จานแล้ววางพักไว้
3. นำแป้งสาลีมานวดกับน้ำเปล่าและน้ำมันพืช นวดให้เข้ากันแล้วห่อแป้งด้วยแรปห่ออาหาร วางทิ้งไว้ 30 นาที
4. เมื่อครบเวลาแล้ว หยิบแป้งขึ้นมาประมาณ 1 นิ้ว ปั้นเป็นก้อนกลม ๆ แล้วนำมาคลึงให้แบน
5. วางขนมไว้ตรงกลางแล้วนำแป้งมาประกบกัน เสร็จก็จับจีบให้สวยงาม
6. ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ท่วม รอน้ำมันร้อนแล้วก็นำขนมลงไปทอดให้เหลืองกรอบ
7. นำขึ้นมาสะเด็ดน้ำมันแล้วจัดเรียงใส่จานหรือใส่ห่อน่ารัก ๆ เอาไปวางขายก็ได้นะคะ



ข้าวหลามยายนิยม

 อาชีพท้องถิ่น


ประวัติความเป็นมาของข้าวหลามมีรายละเอียดไม่มากนักเพราะการทำข้าวหลามมีมาตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่จะมีคนบอกว่าการทำข้าวหลามนั้นทำมาตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย ที่คิดดัดแปลงมาโดยนำข้าวเหนียวกับถั่วดำมาปนคลุกเคล้ากันแล้วใส่กระบอก แต่บางคนบอกว่าทำด้วยข้าวเหนียวแดงใส่ถุงแล้วหาบขาย ต่อมานิยมทำกันมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นข้าวหลามใส่กระบอกไม้ไผ่ สมัยก่อนมีไม้ไผ่มากพอในการทำข้าวหลาม แต่ในปัจจุบันมีการผลิตข้าวหลามขายกันถ้วนหน้าจนมีชื่อเสียงแพร่หลายและนิยมทำกันมากในชุมชนจนยึดเป็นอาชีพ กระบอกไม้ไผ่จึงหายากต้องสั่งมาจากจันทบุรีเป็นคันรถ

ข้าวหลาม เป็นอาหารที่คนไทยรู้จักมาเป็นเวลาช้านาน มีกลิ่นหอม รสหวาน มันอร่อย ใช้รับประทานเป็นอาหารว่างและของฝากญาติมิตร มีขายกันทั่วทุกภาคทุกจังหวัด แต่ละพื้นที่อาจมีเอกลักษณ์ของการผลิตที่แตกต่างกัน ข้าวหลามที่เป็นที่รู้จักของคนไทย เช่น ข้าวหลามนครปฐม จังหวัดนครปฐม และข้าวหลามหนองมน จังหวัดชลบุรี เป็นต้น

ข้าวเหนียวขาวเป็นอาหารหลักอีกประการหนึ่งของชาวอีสานซึ่งรับประทานกันเป็นประจำเหมือนกับการรับประทานข้าวเป็นอาหารหลักประจำในภูมิภาคอื่น ๆ ประชาชนชาวอีสานนิยมรับประทานข้าวเหนียวกับปลาร้า ปลาเจ่า และผักสด ผักดองเป็นประจำจนเป็นอาหารหลัก แต่ยังสามารถนำมาเป็นอาหารว่างได้อีกด้วย เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน เป็นต้น

ข้าวเหนียวดำมีผู้นิยมรับประทานกันมากเช่นเดียวกับข้าวเหนียวขาว อย่างเช่น ข้าวเหนียวดำกับเผือกก็อร่อยไม่ใช่เล่น ข้าวเหนียวขาวและข้าวเหนียวดำ สามารถนำมาเป็นอาหารว่างชนิดหนึ่ง คือ ข้าวหลาม ในตอนนี้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดต้องยกให้ "ข้าวหลามหนองมน" ที่มีการทำกันเป็นจำนวนมากและยังอร่อยอีกด้วย

คำว่า “หลาม” หมายถึง การนำอาหารหรือของทุกอย่างใส่กระบอกแล้วนำไปเผาไฟ เช่น ปลาหลาม ยาหลาม (ยา หมายถึง สมุนไพรที่ใช้เผาในกระบอกเพื่อให้สุก) ด้วยเหตุนี้เมื่อนำข้าวเหนียวใส่ในกระบอกนำไปเผาไฟจึงเรียกว่า “ข้าวหลาม” ในภาคเหนือและภาคอีสานออกเสียงเป็น “เข้าหลาม” บางถิ่นทางภาคใต้เรียก “หลามเหนียว” เพราะเป็นการหลามด้วยข้าวเหนียว

ข้าวหลาม นับเป็นสินค้าขึ้นชื่อชนิดที่ติดอันดับ 1 มีผู้นิยมรับประทานมาก และมีผู้ขายมากที่สุด และรองลงมาก็คือ อาหารทะเล สินค้าแปรรูป เช่น เครื่องจักสาน ส่วนสินค้าทะเลที่มีขาย เช่น ปลาหมึกตากแห้ง กุ้งแห้ง และห่อหมก ข้าวหลามหนองมนนั้นมีรสชาติหอม หวาน เค็ม มัน ที่บรรจงกรอกอยู่ในกระบอกไม้ไผ่ข้ามหลามแต่ละกระบอกต้องพิถีพิถันกันมาก และต้องบรรจงกรอกอย่างประณีตเพื่อจะให้ข้าวเหนียว ถั่วดำกลมกลืนอย่างมีรสชาติที่เข้มข้นและการทำข้าวหลามยังมีวิธีที่น่าสนใจอีกมาก

ส่วนประกอบของ ข้าวหลาม 
1. ข้าวเหนียว 10 ถ้วยตวง
2. กะทิ 4 ถ้วยตวง
3. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
5. ถั่วดำ 1/2 ถ้วยตวง
6. กระบอกไม้ไผ่
7. กาบมะพร้าวทุบ ห่อด้วยใบตองแห้งหรือสด (ทำจุกอุดปากกระบอก)

วิธีทำข้าวหลาม
- เตรียมกระบอกไม้ไผ่
- แช่ข้าวเหนียวทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที
- รินนำออกจากข้าวเหนียวให้หมดแล้วใส่กะทิลงไป ใส่น้ำตาล เกลือ คนให้เข้ากัน ชิมรสว่าหวาน เค็มตามต้องการ
- นำข้าวเหนียวกรอกใส่กระบอกไม้ไผ่ให้เต็มอย่าให้ล้นกะให้เหลือส่วนปลายที่จะใช้ใบตองปิดทำเป็นฝาได้
- นำกระบอกข้าวหลามไปเผ่าไฟ  ประมาณ 30-40 นาที ต้องพลิกกลับกระบอกข้าวหลามให้ถูกไฟอย่างส่ำเสมอ

ประโยชน์ข้าวหลาม
ข้าวหลามมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น สามารถผลิตเพื่อทำเป็นรายได้ และยังสามารถใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อีกด้วย ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่การผลิตเพื่อจำหน่ายแต่เราสามารถผลิตขึ้นเพื่อรับประทานได้หรือนำไปฝากคนที่เรารักได้ ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ หรือใครต่าง ๆ ได้และเราจะภูมิใจที่เราสามารถทำข้าวหลามที่สามารถรับประทานได้ด้วยตนเอง และข้าวหลามยังมีแร่ธาตุอื่น ๆ อีกมากมาย

หนองมน เป็นชื่อเรียกสถานที่หนึ่งในตำบลแสนสุข จังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดชลบุรี ประมาณ 11-12 กิโลเมตร ตลาดหนองมนหรือตลาดแสนสุข นับเป็นแหล่งการค้าที่เจริญมากที่สุดในจังหวัดชลบุรี ทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินกันเต็มไปทั้งตลาดที่มาจับจ่ายใช้สอยเพื่อซื้อของฝากไปให้ญาติพี่น้อง จนพูดกันว่ามาถึงตลาดหนองมนไม่ซื้อข้าวหลามหนองมนติดมือกลับไปเท่ากับว่ายังมาไม่ถึงหนองมน

ข้าวหลามหนองมน เป็นที่นิยมของคนไทยและชาวต่างชาติ มีชื่อเสียงไม่แพ้ของท้องถิ่นในจังหวัดอื่น ๆ เพราะข้าวหลามหนองมน มีการดัดแปลงโดยการสอดไส้มากมาย เช่น ไส้กล้วย ไส้เผือก ไส้มะพร้าวอ่อน เป็นที่นิยมของพื้นบ้านมีวางขายหลายร้านจนมีชื่อเสียง

การทำข้าวหลามเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีการทำในทุกภูมิภาค มีกรรมวิธีหลัก ๆ คล้ายคลึงกัน อาจแตกต่างกันบ้างในส่วนปลีกย่อยและเตาเผาที่ใช้ ในที่นี้ขอยกตัวอย่างการทำข้าวหลามในจังหวัดชลบุรี

หากพูดถึงข้าวหลามแน่นอนว่าเราต้องนึกถึงข้าวหลามหนองมนก็เพราะว่าที่หนองมนเป็นชุมชนดั้งเดิมในการเผาข้าวหลามมาตั้งแต่โบราณจนทุกวันนี้ ข้าวหลามกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำย่านตลาดหนองมนไปแล้ว เมื่อเราเดินทางไปถึงตลาดหนองมน เราจะสังเกตเห็นร้านขายข้าวหลามเยอะแยะมากมาย ถึงขนาดที่ว่าเลือกกันไม่ถูกเลยทีเดียว

ประวัติความเป็นมาข้าวหลามหนองมนแม่นิยม
คุณยายนิยม สร้อยสน อายุ 78 ปี อยู่ใกล้ตลาดหนองมน จังหวัดชลบุรี เล่าให้ฟังว่าได้ทำข้าวหลามมานานกว่า 40 ปี โดยเริ่มตั้งแต่การทำกินเองภายในครอบครัว การทำข้าวหลามไปทำบุญที่วัด จนกระทั่งมาทำขาย ระยะแรกขายกระบอกละ 1 บาท การทำข้าวหลามขายในช่วงนั้นไม่แพร่หลายและไม่เป็นที่นิยมนัก เพราะคนในท้องที่ส่วนใหญ่ไม่นิยมซื้อมารับประทาน จนกระทั่งมีคนต่างถิ่นและนักท่องเที่ยวเข้ามา ทำให้ข้าวหลามหนองมนโด่งดังเป็นที่รู้จักทั่วไป จึงมีผู้ทำขายจำนวนมาก ที่ทำขายมีตั้งแต่ 4 กระบอก 100 บาท หรือ 5 กระบอก  200 บาท หรือ 5 กระบอก 100 บาท แล้วแต่ขนาดของกระบอก เมื่อก่อนทำเฉพาะข้าวเหนียวผสมถั่วดำเวลานี้มีการปรุงแต่งไส้หรือหน้าหลากหลายออกไป เช่น ไส้เผือกหรืออาจเรียกว่าหน้าเผือก เพราะใส่ชิ้นเผือกไว้ด้านบน ไม่ได้ผสมในข้าวเหนียว หรือเป็นหน้ามะพร้าวอ่อน สังขยา กล้วย  เป็นต้น เวลานี้ได้ลูก ๆ เป็นหลักในการทำ ส่วนคุณยายช่วยขาย ช่วยจัดใส่ถุง ทุบข้าวหลาม และตอบคำถามเวลา มีคนซื้อที่อยากรู้เรื่องราวของข้าวหลาม 

คุณยายพูดถ่อมตัวอยู่เสมอว่า  ข้าวหลามของคุณยายทำเหมือนกับของคนอื่น ไม่มีอะไรแตกต่างกัน พร้อมกับยิ้มอย่างใจดีและบอกว่า “เวลาทำต้องเลือกของดี ๆ ล้างให้สะอาด ปรุงรสให้ดี อย่าเสียดายของ”




ซึ่งเสน่ห์ของข้าวหลามแม่นิยม นอกจากความสดใหม่ที่แบบเผาไปขายไปแล้ว ก็คือ กรรมวิธีในการเผา โดยข้าวหลามแม่นิยมเป็นข้าวหลามเจ้าเดียวในจังหวัดชลบุรี ที่ยังทำการเผาด้วยฟืนจากกาบมะพร้าวตามวิธีการเผาแบบโบราณ

กรรมวิธีในการทำข้าวหลามของแม่นิยมจะเริ่มต้นจากการนำกระบอกไม้ไผ่มาตัดให้เป็นท่อนสั้นตามความต้องการก่อน ซึ่งไม้ไผ่ที่จะนำมาใช้ทำเป็นกระบอกข้าวหลาม คุณยายนิยมเล่าว่า เมื่อก่อนจะใช้เป็นไผ่สีสุก เพราะเป็นไผ่ชนิดเดียวที่มีเยื่อข้างใน แต่ในปัจจุบันด้วยความที่ไผ่สีสุกเริ่มหายาก ก็เลยมีการปรับเปลี่ยนมาใช้เป็นไผ่ทั่ว ๆ ไป อย่างไผ่ตง ไผ่ป่าแทน ซึ่งไผ่พวกนี้คุณยายก็จะรับซื้อมาจากชาวบ้านแถวกาญจนบุรี และเมื่อตัดไผ่เป็นท่อนเรียบร้อยแล้ว คุณยายก็จะเอาข้าวเหนียวที่แช่น้ำไว้จนนุ่มแล้วพร้อม ๆ กับถั่วดำหรือบางทีก็เป็นมะพร้าวอ่อน เผือก มากรอกใส่กระบอกที่เตรียมรอไว้

จากนั้นคุณยายก็นำกระบอกไปปักลงบนดินตรงจุดที่จะใช้ที่เผาข้าวหลาม โดยปักให้มีความลึกประมาณ 2 นิ้ว และเรียงกันเป็นแถวตามแนวยาว เสร็จแล้วคุณยายก็จะค่อย ๆ เทน้ำกะทิใส่ลงไปในแต่ละกระบอก แล้วก็เริ่มจุดไฟเพื่อเผาข้าวหลาม

สำหรับวัสดุที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาข้าวหลาม คุณยายเล่าให้ฟังว่า หลัก ๆ ก็จะใช้เป็นกาบมะพร้าวที่เป็นกาบแข็ง ๆ โดยข้าวหลาม 1 ชุด จะใช้เวลาในการเผา ประมาณ 3-4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดกระบอกและปริมาณข้าวเหนียวที่อยู่ในกระบอก โดยในระหว่างการเผา ไม่ใช่ว่าแค่จุดไฟแล้วก็จบแต่จะต้องคอยดูความแรงของไฟตลอดเวลา หากไฟแรงเกินก็จะต้องคอยเขี่ยถ่านออก และหากไฟอ่อนเกิน ก็จะต้องคอยเขี่ยถ่านให้เข้าไปใกล้ ๆ กระบอกด้วย และเมื่อข้าวหลามสุกดีแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะหยิบขึ้นมาวางขายได้เลย แต่จะต้องเอาไปล้างทำความสะอาดและเช็ดให้แห้งก่อน ถึงจะเอามาขึ้นมาวางที่หน้าร้านได้



ตำแหน่งร้าน (อธิบายโดยอ้างอิงจากสถานที่ที่เห็นได้ง่าย) : ร้านข้าวหลามแม่นิยม เปิดบริการตั้งแต่เวลา 07.00 – 22.00 น. มาตามเส้นสุขุมวิทผ่านตลาดหนองมนผ่านปั้ม ปตท.  พบสี่แยกไฟแดงแล้วเลี้ยวขวาขับตรงเข้ามาก็จะพบร้านแม่นิยมตลาดหนองมน จ.ชลบุรี 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 3839 1240, 08 6142 5989
ผู้ให้ข้อมูล  คุณยายนิยม สร้อยสน และ คุณกัลยา  สร้อยสน  
ผู้เรียบเรียง นางสาวกิรณาภัค  อินพุ่ม


ข้าวฮางกุดรัง

 ข้าวฮางกุดรัง

กลุ่มข้าวฮางกุดรัง อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม ผลิตและจำหน่ายข้าวฮาง ข้าวกล้อง เมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียวดำพันธุ์ลืมผัว และพันธุ์ข้าวเจ้ามะลิดำ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มข้าวฮางกุดรัง รหัสทะเบียน 4-44-12-01/1-0022 ที่อยู่ 141 หมู่ที่ 1 ตำบลกุดรัง อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม 44130 นอกจากกลุ่มได้นำผลผลิตข้าวเปลือกจากชุมชนไปแปรรูปเป็นข้าวฮาง ตามแบบฉบับดั้งเดิมที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่รู้จักกันในชื่อข้าวฮางกุดรัง ข้าวเพื่อสุขภาพ ได้รับการคัดสรรเป็นโอท็อป 5 ดาว ซึ่งมีทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวพันธุ์ไรซ์เบอรี่ ข้าวหอมนิล ข้าวเจ้ามะลิแดง ข้าวเจ้ามะลิดำ และข้าวเหนียวดำพันธุ์ลืมผัว ซึ่งมีการบรรจุภัณฑ์ด้วยระบบสูญญากาศตามขั้นตอน ก่อนส่งขายตามวิถีตลาดแล้ว กลุ่มยังได้รวบรวมเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียวดำพันธุ์ลืมผัวที่ผ่านตามกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้จำหน่าย กว่า 50 ตัน และพันธุ์ข้าวเจ้ามะลิดำในราคาต้นทุนเพื่อให้สมาชิกและผู้สนใจนำไปปลูกข้าวกลุ่มข้าวสีม่วงดำ โดยใช้การตลาดนำการผลิตซึ่งข้าวเหนียวดำพันธุ์ลืมผัวเป็นหนึ่งในกลุ่มข้าวสีม่วงดำที่จะส่งเสริม ตามข้อมูลสำนักวิจัยและพัฒนาข้าวระบุว่าข้าวพันธุ์นี้เป็นข้าวที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีม่วงดำ หรือที่เรียกกันว่า “ข้าวเหนียวดำ” เป็นข้าวเหนียวที่มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย เมื่อเคี้ยวจะรู้สึกมันและนุ่มแบบหนุบ ๆ เนื่องจากเป็นข้าวกล้องที่ยังไม่ได้ผ่านการขัดสี ด้วยรสชาติที่อร่อย ผลผลิตสูงสุดเมื่อปลูกในสภาพไร่และฟ้าอากาศ ที่เหมาะสม ได้ 490 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อนำมาปลูกในพื้นราบ ผลผลิตที่ได้อยู่ระหว่าง 200-350 กิโลกรัม/ไร่ 

ประโยชน์ของสารกาบ้าจากข้าวฮางงอก
สาร กาบ้า (GABA) หรือ Gamma Amino Butyric Acid ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประเภท (neurotransmitter) ในระบบประสาทส่วนกลางและเป็นสารสื่อประสาทประเภทสารยับยั้ง (inhibitor) โดยจะทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมองที่ได้รับการกระตุ้น ซึ่งช่วยทำให้สมองเกิดการผ่อนคลายและนอนหลับสบาย อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นต่อมไร้ท่อ anterior pituitary ซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต (high) ให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการกระชับและเกิดสารป้องกันไขมัน ที่ชื่อ lipotropic ในวงการแพทย์มีการนำสารกาบ้ามาใช้ในการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทต่าง ๆ หลายโรค เช่น โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ โรคลมชัก เป็นต้น สารกาบ้ายังมีผลกระตุ้นฮอร์โมน ทำให้ระดับฮอร์โมนมีสม่ำเสมอ ช่วยชะลอความแก่ และขับเอ็นไซม์ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ควบคุมระดับน้ำตาลและพลาสมา คอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ให้เลือดไหลหมุนเวียนดีและลดความดันเลือดลง กระตุ้นการขับถ่ายน้ำดีสู่ลำไส้เพื่อสลายไขมัน ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้และช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย


คุณค่าทางโภชนาการของข้าวฮางงอก   
เนื่องจากอุดมด้วยคุณค่า วิตามินบี 1 บี 2 ไนอะซิน ธาตุเหล็ก แคลเซียม (GABA : Gamma Amino Butyric Acid) ช่วยลดความดันโลหิตและปริมาณคอเลสเตอรอล มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนักและลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคอัลไซเมอร์ อีกทั้งมีธาตุแมงกานีสในปริมาณสูง ซึ่งจะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง นอกจากนั้น ข้าวฮางงอกมีค่าการเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและเป็นสารสื่อประสาทที่สำคัญที่มนุษย์จำเป็นต้องใช้ในการควบคุมระบบประสาท รวมทั้งกล้ามเนื้อ นอกจากนั้น จากกรรมวิธีผลิตข้าวฮางงอกทำให้ได้ข้าวเต็มเมล็ดที่มีจมูกข้าวและรำข้าว ซึ่งเป็นส่วนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ รวมกว่า 20 ชนิด อีกทั้งข้าวฮางมีเส้นใยอาหารปริมาณสูง ช่วยการทำงานของระบบขับถ่าย จุดเด่นของข้าวฮางงอกที่ผ่านกระบวนการต่าง ๆ แล้ว จะมีลักษณะพิเศษนิ่มอร่อยใกล้เคียงข้าวขาว 

อ้างอิง : กศน.ตำบลกุดรัง
ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอกุดรัง
สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดมหาสารคาม


การทำน้ำปู

 


ประวัติความเป็นมา

วิถีชีวิตของชาวอำเภอแจ้ห่ม มีความเป็นอยู่แบบเครือญาติแบบพี่แบบน้อง อาชีพหลัก คือการเกษตร เช่น ทำนา ทำไร่ ทำสวนเป็นส่วนใหญ่ พอถึงระยะเวลาระหว่างเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไปจะเป็นช่วงที่เป็นฤดูทำนา จนถึงเก็บเกี่ยวในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม หลังจากนั้นชาวบ้านก็จะปลูกพืชหมุนเวียน เช่น ข้าวโพด มันฝรั่ง ถั่วลิสง ยาสูบ พริก มะเขือ หรือบางรายก็จะทำนาหว่าน หรือไร่นาสวนผสม ตามแต่ความต้องการของแต่ละครอบครัวสนใจด้านใด แต่ในระหว่างทำนานั้น ชาวนาจะมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของปูมาก เพราะปูเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาผลผลิตทางการเกษตร เพราะปูเป็นศัตรูของต้นกล้าของข้าว ทำให้ไร่นาข้าวเสียหายผลผลิตตกต่ำและปูก็แพร่หลายมากแก้ปัญหากันเรื่อยมาจากรุ่นสู่รุ่น และอีกอย่างยากำจัดปูไม่มีในสมัยนั้น บรรพบุรุษเราใช้ภูมิปัญญาที่มีอยู่โดยการนำเอาปูมาประกอบอาหารอย่างหลากหลาย ตามแนวคิดที่มี เช่น

แนวคิดที่ 1 คิดว่าเอาปูมาทำเป็นอาหาร เช่น ทำปูต้มเค็ม ย่าง ทอด ฯลฯ แต่ก็คงรับประทานไม่ได้ทุกวันก็ยังช่วยแก้ปัญหาไม่ได้กี่มากน้อย

แนวคิดที่ 2 แก้ปัญหาโดยการนำปูมาดองเก็บได้นานแต่ประกอบอาหารได้เป็นเพียงบางอย่างเท่านั้น เช่น ใส่ส้มตำมะละกอ อีกอย่างไม่มีตลาดรองรับ ไม่มีที่จำหน่าย ปูก็ยังมีจำนวนมาก ช่วยแก้ปัญหาให้กับชาวนาได้ไม่เท่าที่ควร

แนวคิดที่ 3 ต่อมายังเกิดแนวคิดอีกว่าเราน่าจะเอาปูถนอมเป็นอาหารที่เก็บได้นานโดยไม่บูดไม่เสียมีความคิดการณ์ไกลและได้พัฒนารูปแบบเรื่อยมาจึงเกิดแนวความคิดใหม่ว่าเมื่อปูมีเยอะน่าจะนำมาแปรรูปเป็นอาหารที่เก็บไว้ได้นาน และประกอบอาหารได้หลากหลาย ซึ่งมีรสชาติอร่อย มีคุณค่าทางอาหารสูง และปลอดสารพิษอีกด้วย 


กระบวนการผลิต วัตถุดิบและส่วนประกอบ
1. ปูนา 3 - 5 กิโลกรัม หรือตามความต้องการ
2. ใบข่า ตะไคร้ ประมาณ 2 ขีด หรือขึ้นอยู่กับจำนวนปูนามีมากหรือน้อย 
3. เกลือ ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ หรือขึ้นอยู่กับจำนวนปูนามีมากหรือน้อย


ขั้นตอนการผลิต
1. เก็บปูในนาข้าวมาประมาณ 3 -5 กิโลกรัม
2. นำปูมาล้างน้ำให้สะอาดประมาณ 2 - 3 ครั้ง หรือจนกว่าจะสะอาด
3. นำปูที่ล้างมาใส่เครื่องปั่นหรือใส่ครกตำด้วยมือในกรณีที่ไม่มีเครื่องปั่นและเติมใบข่าและตะไคร้ตำเข้าด้วยกัน
4. ปูที่ตำหรือปั่นละเอียดแล้วนำมาคั้นกรองเอาแต่น้ำ
5. นำน้ำปูที่คั้นน้ำแล้วทิ้งไว้ 1 คืนแล้วตั้งไฟเคี่ยวจนเหนียวจนได้ที่ชิมดูทิ้งไว้ให้เย็น
6. นำน้ำปูบรรจุกระป๋องไว้จำหน่ายหรือเก็บไว้รับประทานได้นานแรมปี


อ้างอิงข้อมูลจาก : ห้องสมุดประชาชนอำเภอแจ้ห่ม อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง

ข้าวหลามนางเกรียง



ข้าวหลามเป็นอาหารหรือจะเรียกว่าเป็นขนมหวานอีกอย่างก็น่าจะได้ เพราะมีรสหวานจากน้ำกะทิ และน้ำตาลที่ผสมลงไปให้กลมกล่อม

กลุ่มข้าวหลามนางเกรียงพัฒนา
เลขที่ 10 หมู่ที่ 2 บ้านนางเกรียง ตำบลปรางหมู่ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง

ที่ทำการกลุ่มได้เลือกบ้านสมาชิกเป็นที่ทำการ ด้วยเหตุที่สภาพหมู่บ้าน มีถนนลาดยางเส้นทางไป อบต.ชัยบุรี และไปหมู่บ้านหัตถกรรมกะลามะพร้าว เป็นทางผ่าน สมาชิกกลุ่มจึงนำผลผลิตข้าวหลามมาวางขายอยู่ริมถนน เช่น ที่สะพานไทร

การจัดการ
เนื่องจากราษฎรหมู่ที่ 2 บ้านนางเกรียง ประกอบอาชีพทำนา รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ จึงประกอบอาชีพเสริม ทำข้าวหลามสืบทอดกันมา ต่อมาสำนักงานพัฒนาชุมชนได้เข้าไปจัดรวมกลุ่ม และให้ดำเนินการเป็นระบบ มีระเบียบ พัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ ขั้นตอนการผลิตที่สะอาดถูกหลักโภชนาการ จัดให้มีการประกวดในงานเทศกาลต่าง ๆ เพื่อพัฒนารสชาติให้ได้มาตรฐาน

ติดต่อ : นางสุรีย์ จันทร์คำ


 

ขนมทองม้วน


ขนมทองม้วน
อีกหนึ่งขนมไทยโบราณที่ใครหลาย ๆ คน ต้องเคยลิ้มลองรสชาติกันมาบ้างแล้ว รสชาติหวาน มัน กรอบ สมัยนี้หารับประทานได้ไม่ยาก มีขายตามร้านค้า ตามท้องตลาดมากมาย ยิ่งถ้าหากทำทานเองที่บ้าน ทำเพื่อใช้ในงามงคลต่าง ๆ วัตถุดิบก็หาได้ไม่ยาก หรือจะทำขายเพื่อเป็นอาชีพเสริมก็ได้ เพราะวันนี้มีสูตรและวิธีการทำขนมทองม้วน มาฝากผู้ที่สนใจทุกท่าน ไม่แน่หากได้เห็นขั้นตอนการทำแล้ว อาจบอกว่าไม่ยากเลยก็ได้

ส่วนผสม
-แป้งมัน 130 กรัม
-แป้งข้าวเจ้า 10 กรัม
-แป้งท้าวยายม่อม 20 กรัม
-เกลือ 1/4 ช้อยชา
-กะทิ 1 ขวด
-ไข่ไก่ 1 ฟอง
-เนื้อมะพร้าวอ่อน 1 ถ้วย
-งาดำคั่ว ตามชอบ
-งาขาวคั่ว ตามชอบ
-น้ำตาลมะพร้าว 1/2 ถ้วย
-น้ำดอกอัญชัน 2 ช้อนโต๊ะ
-น้ำใบเตย 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
-ผสมแป้งมันกับแป้งข้าวเจ้าและแป้งท้าวยายม่อม ใส่เกลือลงไปเล็กน้อย
-เทกะทิลงไปทีละครึ่งขวด แล้วนวดแป้งให้เข้ากันจนกว่ากะทิจะหมดขวด
-ใส่ไข่ไก่ เนื้อมะพร้าว แล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นก็ใส่งาดำและงาขาวลงไป
-แบ่งแป้งเป็น 3 ถ้วยเท่าๆ กัน ใส่สีที่ต้องการลงไป แล้วคนให้เข้ากัน
-ตั้งกระทะเปิดไฟอ่อนถึงปานกลาง หยอดแป้งลง เมื่อแป้งเริ่มสุกก็พลิกกลับอีกด้านแล้วรอให้สุกทั้งสองด้าน
-จากนั้นก็ม้วนขนมแล้วตักขึ้นมาเรียงใส่จานไว้พร้อมเสิร์ฟ

ติดต่อสอบถามได้ที่ นางภัทรา  ปูขาว
ที่ตั้ง 50 หมู่ที่ 3 ตำบลทุ่งคาโงก อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา 82000


 

ทุเรียนกวนโต๊ะเด็ง




นายสุทิน บุตตะจีน ชาวตำบลโต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ยึดอาชีพทำทุเรียนกวน หรือภาษายาวี เรียกว่า “ลือโปะ” ต่อจากพ่อแม่มานานกว่า 30 ปี เพราะที่บ้านปลูกทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองเป็นจำนวนมาก อีกทั้งแก้ปัญหาทุเรียนล้นตลาดและราคาตก โดยหาวิธีผลิตให้รวดเร็วขึ้นด้วยการสั่งทำกระทะทองเหลืองเส้นผ่านศูนย์กลาง 62 นิ้ว ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากวนทุเรียนแทนแรงงานคน และใช้แก๊สหุ้งต้ม ทำให้ผลิตได้ถึงวันละ 100 กิโลกรัม ใช้เฉพาะทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองหรือทุเรียนบ้านที่ปลูกในสวนหรือรับซื้อจากชาวบ้าน เพราะมีรสชาติหวานมันกว่าทุเรียนพันธุ์ เมื่อกวนได้ที่จะจับเป็นก้อนแข็งโดยไม่ต้องผสมแป้ง ใช้น้ำตาลทรายขาวน้อยกว่าและไม่ติดมือ เมื่อรับประทานจะรู้สึกว่าเป็นเนื้อทุเรียนล้วน หอมหวานมันลงตัว  

 

แกงไตปลาแห้งฉวีวรรณ




ไปเมืองตรังแวะซื้อ “แกงไตปลาแห้งฉวีวรรณ” รับรองไม่ผิดหวัง

ที่อยู่ 251/1 ถ.ท่ากลาง ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง โทร. 08 1396 4998 

กลุ่มสตรีชุมชนท่าจีน เมืองตรัง แปรรูปแกงไตปลา คิดค้นสูตรแกงไตปลาแห้งจนได้ขึ้นทะเบียนเป็น OTOP บรรจุกล่องพลาสติกพกติดตัวได้สะดวก รับประทานง่ายเพียงแค่เปิดฝานำไตปลาแห้งคลุกกับข้าวสวยร้อน ๆ มีจำหน่ายทั้งไตปลาน้ำ ไตปลาแห้ง และไตปลาเจ ส่งออกขายต่างประเทศเดือนละ 1,500 ขวด

แกงพุงปลา” หรือ แกงไตปลาแห้งเมืองตรัง ถือเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ในรูปแบบของภูมิปัญญาท้องถิ่น โดย “ชุมชนท่าจีน” เทศบาลนครตรัง ซึ่งดั้งเดิมจะผลิตกันในลักษณะของแกงไตปลาน้ำ เพื่อใช้รับประทานร่วมกับอาหารประจำวัน หรือ รับประทานกับขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้ เพื่อเสริมรสชาติให้เกิดความอร่อยยิ่งขึ้น เนื่องจากลักษณะของแกงไตปลากระดี่ หรือที่ภาษาท้องถิ่น เรียกว่า แกงไตปลาขี้เด หรือขี้ดี จะมีกลิ่นหอมพิเศษเฉพาะตัว และมีรสชาติกลมกล่อมเป็นอย่างมาก

ประวัติความเป็นมา
สืบเนื่องจากชุมชนแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำตรัง อันเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงผู้คนทั่วทั้งจังหวัดมายาวนานแล้ว ทำให้มีแหล่งปลาน้ำจืด อย่างปลากระดี่ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น เมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้ว ชาว “ชุมชนท่าจีน” จึงได้คิดค้นสูตรแกงไตปลาแห้งขึ้น เพียงแต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างอย่างชัดเจน จวบจนกระทั่งเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2547 “กลุ่มสตรีชุมชนท่าจีน” จึงได้รวมตัวกันขึ้น ในนามกลุ่มส่งเสริมการมีรายได้ ก่อนที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ในปีเดียวกันนี่เอง

ทั้งนี้ ทางกลุ่มได้เริ่มจากการประยุกต์จากแกงไตปลาน้ำแบบตั้งเดิม มาดัดแปลง และปรับปรุงสภาพให้เป็นแกงไตปลาแบบแห้ง เพื่อนำไปบรรจุกล่องพลาสติก ให้สามารถพกพาติดตัวได้ง่าย ต่อมาจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้สามารถยืดระยะเวลาในการเก็บรักษาได้นานขึ้น โดยเปลี่ยนแปลงมาบรรจุผลิตภัณฑ์ในขวดแก้ว และใช้ความร้อน 121 องศาเซลเซียส โดยกระบวนการสเตอริไรซ์ จนได้รับเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) เลขที่ 323/2547 จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2549

สำหรับแกงไตปลาแบบแห้งนี้ นับเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากปราศจากสารกันบูด รวมทั้งอุดมไปด้วยโปรตีนจากปลา และสมุนไพร เช่น กระเทียม ขมิ้น ตะไคร้ ข่า พริกขี้หนู พริกไทย มะกรูด โดยเริ่มจากการต้มไตปลานานประมาณ 30 นาที เพื่อกรองเอาน้ำใส แล้วนำมาผสมเข้ากับเนื้อปลากระดี่ สมุนไพร กะปิ และน้ำตาลทราย ก่อนบรรจุใส่ขวดแก้ว เพื่อนำไปอบด้วยความร้อนสูง ซึ่งจะช่วยให้สามารถเก็บผลิตภัณฑ์ได้ยาวนานถึง 1 ปี แล้วนำไปปิดฝา โดยผนึกด้วยซีลอย่างดี และติดฉลากก่อนบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งไปวางขาย

“นางฉวีวรรณ ช่วยแจ้ง” ประธานกลุ่มสตรีชุมชนท่าจีน กล่าวว่า จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ก็คือ เป็นแห่งเดียวของประเทศไทยที่สามารถนำปลาน้ำจืดมาผลิตเป็นไตปลาแห้งได้สำเร็จ ขณะที่อื่น ๆ จะเป็นแค่ปลาน้ำเค็ม ซึ่งรองรับผู้บริโภคได้เพียงแค่กลุ่มเดียว ส่วนเนื้อปลา ก็จะใช้การนึ่งแทนการย่าง ทำให้มีรสชาติดีกว่า และยังไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ขณะเดียวกัน น้ำที่ได้จากการนึ่งยังสามารถนำไปใช้รดต้นไม้ได้ด้วย จนส่งผลให้ทางกลุ่มได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าระดับ 5 ดาว ภายใต้ทะเบียนการค้า “ฉวีวรรณ” ในปี 2556

ทั้งนี้ ล่าสุดได้มีการผลิตแกงไตปลาช่อน มาเพิ่มอีก 1 ชนิด รวมทั้งแกงไตปลาเจ สำหรับผู้ที่เคร่งครัดในการปฏิบัติตนตามศีล 5 เนื่องจากวัตถุดิบที่นำมาใช้ทุกอย่างจะไม่มีเนื้อสัตว์ 100%  เพื่อให้ครอบคลุมตลาดมากยิ่งขึ้น ทางกลุ่มจึงได้ผลิตแกงไตปลาทู เสริมเข้าไปด้วย ขณะที่วิธีรับประทานก็ทำได้ง่ายมาก แค่เปิดขวดแล้วตักมาคลุกกับข้าวร้อน ๆ ก็สัมผัสความอร่อยได้ทันที หรือนำแกงไตปลา 1 ขวด ไปเติมน้ำ 1-2 ถ้วยตวง แล้วตั้งไฟให้เดือด ก่อนที่จะเติมปลาหรือผักเพิ่มเติมได้ตามความต้องการ

ปัจจุบัน แกงไตปลาแห้งเมืองตรัง มีจำหน่ายใน 3 รูปแบบ คือ ไตปลาแห้ง ราคาขวดละ 75 บาท หรือเป็นขนาดชุดละ 2 ขวด ราคา 130 บาท และขนาดชุดละ 3 ขวด ราคา 190 บาท ส่วนไตปลาน้ำ มีราคาขวดละ 90 บาท และไตปลาเจ  มีราคาขวดละ 75 บาท สำหรับตลาดที่วางขาย นอกจากจะเป็นในจังหวัด และต่างจังหวัดแล้ว ยังมีการส่งออกไปยังต่างประเทศด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีคนไทยไปอาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมาก โดยมียอดขายเดือนละ 1,500 ขวด หรือปีละ 5 แสนบาท

ผู้จัดทำ นางสาวสุภาภรณ์  ทองรอด  ครู กศน.ตำบลทับเที่ยง
กศน.อำเภอเมืองตรัง  สนง.กศน.จังหวัดตรัง


 

ข้อคิดเห็นจากเครือข่าย TKP

 
Copyright © 2018 Thailand Knowledge Portal. Designed by OddThemes > Developed by mediathailand