TKP HEADLINE
Showing posts with label 09.เช็คอินกินเที่ยว. Show all posts
Showing posts with label 09.เช็คอินกินเที่ยว. Show all posts

ขุนฝางสวนม้าโฮมสเตย์

 
“ขุนฝางสวนม้าโฮมสเตย์” ที่เที่ยวใหม่ในอุตรดิตถ์...สุดมันขี่ม้า-ยิงธนู กลางขุนเขาสไตล์คาวบอย

ภายในมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุกอย่าง "ให้อาหารม้า" ในราคา 20 บาท และ "ขี่ม้า" โดยจะแบ่งเป็นการขี่ม้าแบบมีพนักงานช่วยจูงนำให้ คิดราคารอบเล็ก 10 นาที ราคา 100 บาท รอบใหญ่ 20 นาที ราคา 200 บาท แบบออกเทรลขี่ม้าเอง (สำหรับคนที่ขี่เป็นอยู่แล้ว) ระยะทาง 2-3 กิโลเมตร ราคา 1,000 บาท และยังมีคอร์สสอนขี่ม้าสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากเรียนขี่ม้า ซึ่งที่นี่มีม้าไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ทำกิจกรรมถึง 7 ตัวด้วยกันอย่าง มะลิกับสายลม เป็นต้น

นอกจากให้อาหารม้าและขี่ม้าแล้วก็ยังมีกิจกรรม "ยิงธนู" ที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่มาคอยให้คำแนะนำในขั้นตอนต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นรอบละครึ่งชั่วโมง ได้ลูกธนู 6 ลูกไว้คอยสลับสับเปลี่ยนในการยิง ราคา 100 บาท 

มื่อเหนื่อยจากกิจกรรมจนรู้สึกหิวแล้วที่นี่ก็มีร้านอาหารไว้ให้บริการนักท่องเที่ยวก่อนจะไปลุยกิจกรรมกันต่อ โดยมีเมนูแนะนำอย่าง “ข้าวพันผัก” ที่คล้ายข้าวเกรียบปากหม้อของคนภาคกลางแต่แป้งหนาและมีขนาดใหญ่กว่าห่อไส้ผักหลากชนิดเป็นทรงสี่เหลี่ยม โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว กากหมู ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวหรือใส่ซอสรสเปรี้ยวอมหวานคล้ายน้ำจิ้มหอยทอดที่ประยุกต์ขึ้นมาใหม่เอาใจคนยุคนี้ และยังมีร้านกาแฟ "Suan Maa Coffee"


ข้อมูลอ้างอิงจาก : กศน.ตำบลขุนฝาง ตำบลขุนฝาง อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์


“สวน-สาม-แสน” จากเศรษฐกิจพอเพียง...สู่การท่องเที่ยวชีววิถี

 “สวน-สาม-แสน” จากเศรษฐกิจพอเพียง...สู่การท่องเที่ยวชีววิถี



นายสมคิด ธีระสิงห์
ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10 บ้านกลาง ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
ที่ทำการ สวนสามแสน หมู่ที่ 10 ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
หมายเลขโทรศัพท์ : 093-2129090

               
ความเป็นมาของการเป็นภูมิปัญญาด้านเศรษฐกิจพอเพียง ณ "สวนสามแสน" บ้านกลาง หมู่ที่ 10 ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เดิมทีได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินดีเด่นของจังหวัดลำพูน และมีแนวคิดในการสานต่อเรื่องความเข้มแข็งของชุมชน โดยการน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม จากนั้น ผู้ใหญ่สมคิด ธีระสิงห์ จึงได้ร่วมปรึกษาหารือกับชาวบ้านในการทำให้เงินจากกองทุนมีความยั่งยืนที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้ ในพื้นที่บ้านกลาง ได้มีโรงเรียนร้างแห่งหนึ่ง ที่ไม่ถูกใช้งานเป็นเวลานาน มีพื้นที่กว้างขวาง จึงได้ลงความเห็นว่าจะพัฒนาโรงเรียนร้างแห่งนั้นเป็นแปลงปลูกผักของชาวบ้าน โดยที่ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนในหมู่บ้านจะได้รับการจัดสรรที่ดินทำกิน ปลูกผัก ผลไม้ปลอดสารพิษไว้กินเอง ไว้ขาย สร้างรายได้ให้กับครัวเรือน โดยยึดแนวคิด 3 แสน ได้แก่ แสนพอดี แสนคุ้ม แสนภูมิใจ จึงกลายมาเป็น "สวน สาม แสน" ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา มีผู้เข้ามาเรียนรู้ในศูนย์ปีละพันกว่าคน เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ให้แก่คนในชุมชน คนในจังหวัด และเป็นต้นแบบให้แก่จังหวัดอื่น และประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย 



โครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง...สู่การท่องเที่ยวชีววิถี

สืบเนื่องจากหมู่บ้านได้รับคัดเลือกจากอำเภอลี้ ให้เป็นหมู่บ้านนำร่อง หมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินด้วยวิสัยทัศน์ของหมู่บ้าน เพื่อสนองพระเมตตาพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเพื่อน้อมนำหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาใช้ในชุมชน โดยเรื่องที่ใกล้ตัวของราษฎรในหมู่บ้าน คือ เศรษฐกิจพอเพียง ผู้นำชุมชนและราษฎรในหมู่บ้าน มีมติสร้างฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โดยจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อปี 2559 จากเงินงบประมาณกองทุนแม่ของแผ่นดิน จำนวน 30,000 บาท และจากความร่วมมือจากราษฎร และผู้นำชุมชนประสานงาน เพื่อขอความอนุเคราะห์จากหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อพัฒนาศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงจนสามารถสร้างฐานการเรียนรู้ในเรื่องการปลูกผักปลอดสารพิษ การทำปุ๋ยหมัก การทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อลดต้นทุนการผลิต การทำบัญชีครัวเรือน การลดรายจ่ายสร้างรายได้ จนถึงปัจจุบัน ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐานการเรียนรู้ให้กับคนในหมู่บ้านเพื่อฝึกปฏิบัติ เป็นฐานการเรียนรู้ให้กับหน่วยงานราชการ อาทิ เกษตรอำเภอลี้ พัฒนาชุมชนอำเภอลี้ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอลี้ สำนักงานส่งเสริมการเกษตรที่สูงจังหวัดลำพูน (ผาลาด) โรงเรียนปวงคำประชาอุทิศ เทศบาลตำบลลี้ และชุมชนทั่วไปที่รู้จัก

จากผลการร่วมมือของผู้นำชุมชนและราษฎรในหมู่บ้านที่มีความมุ่งมั่นจะพัฒนาศูนย์เรียนรู้ จนได้รับงบประมาณสนับสนุน จากโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน หมู่บ้าน 200,000 บาท และมีการพัฒนาให้เกิดตลาดนัดสีเขียว ในพื้นที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงสวนสามแสน เพื่อเป็นจุดจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารพิษของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง จากหมู่บ้านและชุมชนใกล้เคียง ซึ่งสร้างรายได้ให้กับชุมชน และรองรับการตลาดของชุมชนจนถึงปัจจุบัน และมีการขุดลอกแหล่งน้ำตื้นเขิน เพื่อการกักเก็บน้ำใช้ทางการเกษตรในหน้าแล้ง


จุดเด่นของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ณ "สวน สาม แสน" คือ การใช้ที่ราชพัสดุให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน โดยการนำสิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่น โรงเรียนร้าง มาใช้ประโยชน์ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง แต่ละครัวเรือนมีแปลงผักที่ตนเองรับผิดชอบ เลือกผัก ผลไม้ที่จะปลูกได้เอง ใส่ปุ๋ย ดูแลเอง ด้วยวิธีธรรมชาติ มีผัก ผลไม้ที่ปลอดสารพิษไว้รับประทาน มีกาดมั่วครัวแลง เป็นแหล่งขายผลผลิตทางการเกษตรของสวนสามแสนให้ชาวบ้านได้มาเลือกซื้อ และเป็นจุดสาธิต ศึกษาดูงานให้แก่หน่วยงาน องค์กรอื่น ๆ เข้ามาศึกษาดูงาน


ประโยชน์ของการนำเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินงาน "สวน สาม แสน"
1. พื้นที่รกร้างในหมู่บ้าน ที่เป็นที่ราชพัสดุ ขออนุญาตใช้งานและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน แก่สังคมให้มากที่สุด
2. ชาวบ้านมีที่ดินทำกินของตนเอง รู้หน้าที่ รับผิดชอบ และดูแลแปลงผักของตนเอง
3. ชาวบ้านมีผัก ผลไม้ที่ปลอดสารพิษไว้รับประทาน และสามารถแบ่งปันให้แก่ผู้อื่นได้
4. ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนมีรายได้เกิดขึ้นจากการทำแปลงผัก ผลไม้ ในสวนสามแสน
5. สวน สาม แสน กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชนที่สามารถเข้ามาเรียนรู้ และสามารถนำไปปรับใช้กับการดำเนินชีวิตของตนเอง เป็นการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม และเป็นต้นแบบในการสร้างแหล่งเรียนรู้ที่สามารถทำได้จริง


ข้อมูลการติดต่อ นายสมคิด ธีระสิงห์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10 บ้านกลาง ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
ที่ทำการ สวนสามแสน หมู่ที่ 10 ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน หมายเลข
โทรศัพท์ : 09 3212 9090
ข้อมูลเนื้อหา โดย นายสมคิด ธีระสิงห์
เรียบเรียงเนื้อหา โดย นางสาวกานต์ชนก แก้วทิพย์ และนางสาวปัทมาภรณ์ จันต๊ะ
ภาพถ่าย/ภาพประกอบ โดย นางสาวกานต์ชนก แก้วทิพย์ และนางสาวปัทมาภรณ์ จันต๊ะ
ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด : สิงหาคม 2564 

อ้างอิงข้อมูลจาก : ห้องสมุดประชาชนอำเภอลี้ ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

อำเภอเมืองปาน

หนีร้อนให้อาบน้ำ หนีรักให้มาหาเรา อำเภอเมืองปานยินดีต้อนรับทุกท่านที่ต้องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ท่องเที่ยวธรรมชาติ ชุมชนท้องถิ่น  ที่มีภูมิปัญญา วัฒนธรรมที่สวยงาม บรรยากาศดี เที่ยวแล้วติดใจ ไม่ผิดหวังแน่นอน


การเดินทางมาท่องเที่ยวอำเภอเมืองปาน ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย และอำเภอวังเหนือ ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอแจ้ห่ม ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเมืองลำปาง ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอแม่ออนและอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอำเภอเมืองปานตั้งในเขตพื้นที่ทางตอนเหนือของจังหวัดลำปาง เมื่อเดินทางสายหลัก เส้นทางถนนจากอำเภอเมืองลำปางมาอำเภอเมืองปาน ตลอดเส้นทาง มีสภาพภูมิทัศน์เป็นภูเขา ป่าไม้เขียวชะอุ่ม ตลอดเส้นทางซ้ายและขวา เดินทางท่ามกลางธรรมชาติอ้อมล้อม อากาศเย็นสบาย เหมาะสำหรับการเดินทางมาพักผ่อน อำเภอเมืองปานประกอบอาชีพท้องถิ่นส่วนใหญ่ เกษตรกร ค้าขาย ขายเห็ด ขายไข่ ขายจักสานไม้ไผ่ ชะลอมใส่ไข่ น้ำแร่ ตะกร้าไม้ไผ่ เป็นต้น สามารถพบเห็นร้านค้าข้างทางขายสินค้า ขายของป่าตลอดเส้นทางมาอำเภอเมืองปาน เมื่อมาถึงตัวอำเภอเมืองปานจะพบกับสามแยกร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นทางซ้ายมือ มองกลับเส้นทางที่เดินทางมาจะเห็นวัดเฉลิมพระเกียรติลำปาง (วัดพระพุทธบาทสุทธาวาส) บนยอดเขาสีขาวงดงาม ตามเส้นทางถนนหากเลี้ยวไปทางซ้ายจะไปศูนย์ราชการอำเภอเมืองปาน เลี้ยวตามถนนไปทางด้านขวาเป็นทางไปตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน และสามารถเดินทางไปถึงอำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง

ในอำเภอเมืองปานมีทั้งหมด 5 ตำบล 56 หมู่บ้าน ในแต่ละตำบลของอำเภอเมืองปานจะมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายแตกต่างกันไป วันนี้เราจะมารู้จักสถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอเมืองปานกัน 


วัดข่วงกอม
วิหารไม้สักหลังใหญ่ เด่นสง่า ทางเข้าเป็นซุ้มประตูโขงออกแบบด้วยไม้สักเป็นหลัก สองข้างซ้ายขวาประดับด้วยสิงห์โบราณสีขาว ส่วนบันไดทางเดินออกแบบโดยการนำหินก้อนใหญ่มาเรียงในรูปทรงโค้งครึ่งวงกลม สร้างขึ้นโดยครูบาศรีวิชัย อายุมากกว่า 200 ปี มีประวัติการตั้งวัดข่วงกอมอยู่บริเวณหน้าวัด วัดข่วงกอมตั้งอยู่บนเส้นทางไปอุทยานแจ้ซ้อน ลานหน้าวัดเป็นลานกว้างขวางจอดรถได้สะดวก


อุทธยานแห่งชาติแจ้ซ้อน
นักท่องเที่ยวสามารถต้มไข่น้ำแร่ ซึ่งไข่ต้มน้ำแร่จะมีไข่ขาวที่ไม่สุกไข่แดงสุก ต่างจากไข่ต้มธรรมดาที่ไข่ขาวสุกไข่แดงไม่สุก และยังมีห้องอาบน้ำแร่ บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย ต้มไข่น้ำแร่แจ้ซ้อน เคล็ดลับความอร่อย ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิในการต้มไข่ เช่น กลางวันอากาศร้อนจะต้มไข่ที่เวลา 13-15 นาที ช่วงเช้าหรือเย็น จะต้มไข่ที่อุณหภมิ 15-17 นาที ทั้งนี้การต้มไข่ขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยวว่าชอบไข่ลักษณะการสุกของไข่แบบไหน ดังคำเหนือที่ว่า ของกิ๋นจะลำ อยู่ตี้คนมัก

ภายในอุทยานมีน้ำตกแจ้ซ้อน  เป็นน้ำตกที่เกิดจากลำน้ำแม่มอน น้ำตกมีความสูงแต่ละชั้นแตกต่างกัน ทั้งหมด จำนวน 6 ชั้น ในแต่ละชั้นจะมีความสวยงามที่แตกต่างกัน มีแอ่งน้ำรองรับ มีบริเวณสำหรับเล่นน้ำหรือแช่เท้า น้ำเย็นสบาย บริเวณที่มีความลึกจะมีป้ายเตือนห้ามเล่นน้ำ และมีเจ้าหน้าที่อุทยานประจำในแต่ละจุด และเดินตรวจสอบความปลอดภัยทุกชั่วโมง มีลานจอดรถยนต์ที่กว้างขวาง สะดวก และปลอดภัย มีทางเดินเท้าที่สวยงามท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี ริมทางสองฝั่งตลอดเส้นทาง มีลานกางเต็นท์ในบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เมื่อเดินชมบริเวณรอบ ๆ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนแล้ว ภายในอุทยานมีบริการนวดแผนไทย ในราคาชั่วโมงละ 150 บาท  และห้องอาบน้ำแร่ ใช้น้ำแร่ที่ต่อท่อโดยตรงมาจากบ่อน้ำพุร้อน มีอุณหภูมิน้ำแร่ ประมาณ 39-42 องศาเซลเซียส บริการนักท่องเที่ยวทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. และในวันหยุดเปิดบริการ ตั้งแต่ 06.00 – 19.00 น.


บ้านป่าเหมี้ยง
แหล่งท่องเที่ยวต่อมาขอแนะนำศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง บ้านป่าเหมี้ยงมีประชากรประมาณ 140 หลังคาเรือน เป็นชุมชนที่ก่อตั้งมานานกว่า 200 ปี ในการเดินทางไปยังป่าเหมี้ยง สวรรค์บนดอย บรรยากาศดี เย็นสบาย ร่มรื่นด้วยดอกไม้ใบหญ้า ประดับเส้นทางด้วยต้นดอกเสี้ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถรับชมดอกเสี้ยวบานในงานเทศกาลดอกเสี้ยวบาน ทุกเดือนพฤษภาคมของทุกปี สวยงามคล้ายคลึงดอกซากุระเมืองไทย บนถนนที่ลัดเลาะไปตามไหล่เขามีความงดงามของป่าสองข้างทางให้ชื่นชม ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทำสวนเหมี้ยงหรือเมี่ยง และปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิกา ปลูกต้นแมคคาเดเมีย อาชีพเสริม คือ ปลูกเสาวรส ชาวบ้านในชุมชนของป่าเหมี้ยงนั้น บอกได้เลยว่าหากมาแล้วย่อมติดใจ เพราะด้วยความน่ารักเป็นกันเอง อีกทั้งยังมีความงดงามโดยรอบของธรรมชาติ ที่สามารถสัมผัสได้ในมุมต่าง ๆ และที่สำคัญ คือ วิถีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายและงดงามของความเป็นชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง หากนักท่องเที่ยวชื่นชอบธรรมชาติศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ


ดอยจิกจ๊องฆ้องคำ
สำหรับนักท่องเที่ยวแอดเวนเจอร์ สายเดินป่า ขอแนะนำดอยจิกจ้องฆ้องคำ ตั้งอยู่บนภูเขาเส้นทางเดิน 5 กิโลเมตร ที่ค่อนข้างชัน เมื่อมาถึงจะพบกับความสวยงามทะเลหมอก วิวทิวทัศน์ที่สามารถมองได้รอบด้าน 360 องศา

นักท่องเที่ยวสามารถศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ วัฒนธรรม ประเพณี ของอำเภอเมืองปาน ผ่านการรับชมทิวทัศน์ ศิลปะวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วัดโบราณ ประเพณีท้องถิ่น ดังคำขวัญของอำเภอเมืองปานที่ว่า "แหล่งต้นน้ำลำธาร อุทยานแจ้ซ้อน บ่อน้ำแร่ลือนาม สืบสานโครงการพระราชดำริ วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง"


อ้างอิงจาก : ห้องสมุดประชาชนอำเภอเมืองปาน ตำบลเมืองปาน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง

ตลาดร้อยเสา หรือ ตลาด 100 เสา

 


ประวัติความเป็นมา

ตลาดร้อยเสา หรือ ตลาด 100 เสา เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก ต้องใช้เสามากกว่า 100 ต้น ในการสร้าง โดยตั้งอยู่ในบริเวณตำบลเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทางเทศบาลตำบลบ้านเพ ได้จัดสร้างขึ้นมาใหม่ให้มีขนาดใหญ่สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ๆ ที่มาเที่ยวบ้านเพ เกาะเสม็ด และชายหาดของจังหวัดระยอง โดยเฉพาะแก้ปัญหารถติดในบริเวณตลาดบ้านเพเดิม จึงเป็นตลาดที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการแวะซื้อของฝากก่อนกลับบ้าน เพราะตลาดนี้มีสินค้าแทบทุกประเภท ทั้งของกิน ของที่ระลึก มีร้านขายผลิตภัณฑ์ทะเลแบบตากแห้งมากมาย ทั้งปลาเค็ม ปลาหมึกตากแห้ง กุ้งแห้ง กะปิ น้ำปลา ผลไม้แปรรูปเพื่อเป็นของกินเล่น พวกทุเรียนทอดกรอบ ทุเรียนกวน มังคุดกวน กล้วยฉาบ ท๊อฟฟี่รสต่าง ๆ หรือจะเป็นของฝากประเภทหมวก เสื้อผ้า เครื่องประดับ ของตกแต่งบ้านจากเปลือกหอยก็มี และภายในตลาดยังมีอาหารเครื่องดื่มหลายอย่างให้บริการ ทั้งนี้ ตลาดยังมีลานจอดรถกว้างขวางอยู่บริเวณด้านหน้า สามารถรองรับรถทัวร์เข้ามาจอดได้ อาหารทะเลแปรรูป เป็นสินค้าพื้นบ้านที่ขึ้นชื่อของจังหวัดระยอง มาเนิ่นนาน ถ้าพูดถึง ปลาเค็ม กุ้งแห้ง กะปิ น้ำปลา หลาย ๆ คนมักจะนึกถึงตลาดในจังหวัดแถบชายทะเล ซึ่งระยองก็เป็นแหล่งผลิตสินค้าเหล่านี้ เป็นอันดับต้น ๆ ของฝากของที่ระลึก เป็นสิ่งคู่กันเมื่อได้มาเที่ยวจังหวัดระยอง ผลิตภัณฑ์จากเปลือกหอยประดิษฐ์มากมาย มีให้เลือกซื้อจากหลายร้านค้าในตลาดร้อยเสาแห่งนี้ ซึ่งคุณจะได้พบกับรูปมากมายจากฝีมือของคนในท้องถิ่น ผลไม้ เป็นสิ่งขึ้นชื่อของจังหวัดระยอง หากเอ่ยถึงทุเรียนขึ้นมา โดยทั่วไปมักจะนึกถึงทุเรียนระยองมาเป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งเราเป็นจังหวัดที่มีการปลูกผลไม้ตามฤดูกาล อย่างทุเรียน เงาะ มังคุด สละ ฯลฯ อยู่เป็นจำนวนมาก


ล่องแก่งชมดาว



ล่องแก่งชมดาว @ พัทลุง ที่เดียวครบ ทั้งน้ำตก ที่พัก ร้านอาหาร

ขอเอาใจคนชอบเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ พาไปฟอกปอดพร้อมเปิดประสบการณ์ในการล่องแก่งในเขตอำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง กับการล่องแก่งท่ามกลางคลองธรรมชาติ น้ำตก และป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ จนกลายเป็นไฮไลท์การล่องแก่งของภาคใต้ที่เที่ยวได้ทั้งปี

ล่องแก่งชมดาว อยู่ในเขตตำบลลานข่อย อำเภอป่าละอู จ.พัทลุง ทางรีสอร์ทจะเตรียมเรือคายัค เสื้อชูชีพและหมวกกันน็อคไว้ให้ แล้วพาเราขึ้นรถกระบะไปยังจุดสตาร์ท บริเวณ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส จากนั้นค่อย ๆ ปล่อยตัว ล่องไปตามคลองห้วยน้ำใส ระยะทางประมาณ 6.5 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เรือคายัคนั่งได้ 2 คน แม้นักท่องเที่ยวจะต้องพายเอง แต่ก็ไม่ต้องกังวลเพราะแต่ละจุดมีสตาฟคอยดูแลอย่างใกล้ชิด 

จุดเด่นของการล่องแก่งในเขตอำเภอป่าพะยอมแห่งนี้ คือ น้ำใสสะอาด ล่องแก่งไปตามคลองธรรมชาติ ป่าไม้ยังคงอุดมสมบูรณ์ น้ำไม่แรง ไม่อันตราย เด็ก 7 ขวบขึ้นไปเล่นได้สบาย ๆ

ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการล่องแก่งคือ ช่วงเช้า เริ่มตั้งแต่ 08.30 น. ไปจนถึงตอนเย็นประมาณ 16.00 น. ถ้าจะให้ดีควรล่องช่วงเช้าหรือไม่ก็ตอนเย็น เพราะตอนกลางวันแดดค่อนข้างแรง

นอกจากจะได้สนุกสนานกับการล่องแก่งแล้ว ที่นี่ยังมีห้องพักทั้งหลังเล็กหลังใหญ่ พักได้ 2-3 คน ไปจนถึงห้องใหญ่พักได้ 12 คน และยังมีห้องประชุมสัมมนา รองรับกรุ๊ปทัวร์ได้มากกว่า 120 คน

บ้านพักระเบียงคู่ สำหรับ 3 ท่าน ระเบียงเชื่อมกันเหมาะกับการมาเป็นแก๊ง 6 คน ราคาหลังละ 2,500 บาท บ้านพักครอบครัว สำหรับ 4-6 ท่าน ราคา 5,000 บาท

บ้านพักรวม สำหรับ 12 ท่าน ราคา 6,500 บาท

และยังมี ราคาแพ็คเกจ สำหรับการมาเที่ยวเป็นหมู่คณะ 10 ท่านขึ้นไป

แพ็คเกจ 1 ห้องพักรวม 12 ท่าน ที่พัก-ล่องแก่ง-อาหาร 3 มื้อ (เที่ยง-เย็น-เช้า) ราคาท่านละ 1,000 บาท

แพ็คเกจ 2 ห้องพักระเบียงคู่ 3 ท่าน ที่พัก-ล่องแก่ง-อาหาร 3 มื้อ (เที่ยง-เย็น-เช้า) ราคาท่านละ 1,200 บาท

แพ็คเกจ 3 ห้องพักเดี่ยว 2 ท่าน ที่พัก-ล่องแก่ง-อาหาร 3 มื้อ (เที่ยง-เย็น-เช้า) ราคาท่านละ 1,500 บาท

ด้านหลังรีสอร์ทมีน้ำตกไหลผ่าน มีสไลเดอร์ให้ลูกค้าที่มาพักได้เล่นฟรี และมีร้านอาหารริมน้ำ ครัวชมดาว ให้เราได้ทานอาหารท่ามกลางธรรมชาติ บริเวณนี้เราจะได้ยินเสียงน้ำตกไหลผ่านตลอดเวลา โซนนี้จะเป็นที่ทานอาหารทั้งมื้อเช้าและมื้อเย็น

ครัวชมดาว บริการอาหารพื้นเมืองของดีเมืองพัทลุง กับเมนูเด็ดที่ห้ามพลาด นั่นก็คือ 

แกงส้มปลานวลจันทร์ผักรวม โดดเด่นด้วยเครื่องแกงใต้หอม ๆ ปลานวลจันทร์ สด ชิ้นใหญ่ ปรุงรสเปรี้ยวเค็มกำลังดี 

ต้มกะทิผักกูดกุ้งสด เมนูนี้เข้มข้นด้วยรสชาติกะทิหวานมันกลมกล่อม ผักกูดเลือกมาเฉพาะยอดอ่อน ๆ กุ้งตัวใหญ่เนื้อแน่น

ต้มยำไก่บ้าน รสชาติจัดจ้าน เสิร์ฟมาแบบหม้อไฟร้อน ๆ

อีกเมนูที่พลาดไม่ได้ คือ ปลาดุกร้าและผักเหลียงผัดไข่ ของดีภาคใต้ไม่ว่าไปจังหวัดไหนก็ต้องลอง 

การมาล่องแก่งชมดาวที่เดียวคุณจะกินเที่ยวได้ครบรส ทั้งการล่องแก่ง เล่นน้ำตก เล่นสไลเดอร์ ทานอาหารริมน้ำ และยังมีที่พักให้เลือกหลายแบบหลายสไตล์ ถ้ากำลังหาที่พัก ที่เที่ยวพัทลุง ที่นี่เป็นอีกตัวเลือกที่เราขอแนะนำค่ะ

ล่องแก่งชมดาว

บริการ ที่พัก ร้านอาหารริมน้ำ ล่องแก่ง

ที่อยู่ : 6/1 หมู่ที่ 1 ต.ลานข่อย อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง

ครัวชมดาว เปิดทุกวัน 09.00-18.00 น. (อาหารเช้าสำหรับลูกค้าที่มาพัก เปิด 07.00 น.)

สอบถามรายละเอียด โทร. 08 0867 7619, 08 3399 8910

Facebook : ล่องแก่งชมดาว พัทลุง

GPS : 7.886680, 99.871259 goo.gl/GEPW1K



ดูบัว คาเฟ่ (Dubua)

 ดูบัว คาเฟ่ (Dubua)


ดูบัว คาเฟ่ (Dubua) ที่เที่ยวนครปฐมแห่งใหม่ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของอำเภอนครชัยศรี ซึ่งเป็นทั้งคาเฟ่และแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มาชมกันเลยว่าที่นี่มีอะไรเด็ด ๆ บ้าง ตั้งอยู่บนพื้นที่ 54 ไร่ ท่ามกลางบึงบัวอันกว้างใหญ่ภายในมีสิ่งน่าสนใจมากมายหลากหลายโซน ไม่ว่าจะเป็นโซนดูบัว คาเฟ่
โซนร้านน้ำสมุนไพร ร้านอาหารฟิวชั่น โซนอาคาร หมีมีหมี่ โซนเลี้ยงสัตว์ที่เปิดให้เข้าชมฟรี โซนพืชผลออแกนิคเกษตรอัจฉริยะ มีบริการจักรยานและเรือถีบ ที่สำคัญมีมุมนั่งชิลล์ มุมสวย ๆ ให้สายเซลฟี่ได้ถ่ายรูป อีกเพียบบรรยากาศถือว่าดีมากสำหรับคนไปพักผ่อน อยากเที่ยวแบบชิลล์ๆในส่วนของคาเฟ่นั้น ตั้งอยู่กลางน้ำมีบริการเมนูอร่อย ๆ มากมาย ทั้งชา กาแฟ น้ำสมุนไพร ขนมหวาน เค้ก ไอศกรีม ไว้บริการในราคาไม่แพง รวมทั้งของฝากอีกเพียบ สำหรับเครื่องดื่ม Signature คือ กระเจี๊ยบพุทราจีน และ น้ำรากบัว

ส่วนร้านอาหารชื่อ หมีมีหมี่ เป็นเรือนกระจกอยู่ทางด้านหลัง มีเมนูอร่อยไว้บริการลูกค้า
ที่อยากแวะมาฝากท้อง สำหรับเมนูจานเด็ดต้องยกให้เมนู หมี่กะทิ ผัดหมี่โคราช ข้าวซอยไก่ รสชาติอร่อย รับรองได้มาทานแล้วจะต้องติดใจ





การเดินทาง

วิ่งเส้นศาลายา ข้ามทางรถไฟแวขับตรงมาจนถึง ร้านกล้วยไม้ แอร์ออร์คิด ขับเลยไป 200 เมตรเลี้ยวซ้ายเข้าเส้นนราภิรมย์ตรงไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นร้านอยู่ทางด้านขวา

ดูบัว คาเฟ่ (Dubua)
พิกัด : ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม
เปิดบริการ : วันอังคาร-วันศุกร์ เวลา 08.00 น.-17.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์)
และวันเสาร์-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 08.00 น.-18.30 น. โทร. 08 1451 0100









เที่ยวบ่อน้ำพุร้อนรมณีย์ ในแบบชีวิตวิถีใหม่



บ่อน้ำพุร้อนรมณีย์ ตั้งอยู่ในซอยบางกลาง หมู่ที่ 4 ตำบลรมณีย์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้มีมาตั้งแต่เมื่อใดนั้น ไม่มีผู้ใดสามารถจะบอกเล่าได้ ตามที่ได้เริ่มมีการบันทึกไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2481 ความว่า บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ ตั้งอยู่บริเวณบ้านทุ่งปรือ บ้านทุ่งปรือแห่งนี้ มีราษฎรอาศัยอยู่จำนวน 7 ครัวเรือน คือ นายเหมือน ไม่ทราบนามสกุล เป็นผู้ใหญ่บ้าน นายเขียว จวนสำเร็จ นายร่ม และนายเริ่ม จันประสาท นายเพิ่ม ช้างใหญ่ นายเลื่อน นายบี และนายพรหม เดิมราษฎรเรียกบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ว่า "พ่อตาบางน้ำร้อน" โดยมีนายเหมือน เป็นร่างทรงของพ่อตาบางน้ำร้อน ไม่มีราษฎรผู้ใดกล้าไปถางป่าในบริเวณบ่อน้ำพุร้อนเพราะมีความเชื่อว่าเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ราษฎรได้นำน้ำในบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ไปใช้ในการอุปโภคและบริโภค ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาทำไร่ และเลี้ยงเป็ด ต่อมาภายหลังได้เกิดความแห้งแล้งและโรคห่า ราษฎรส่วนหนึ่งได้อพยพไปอยู่ที่อื่น เช่น ตะกั่วป่า หรือหมู่บ้านอื่น ๆ ในตำบลรมณีย์ คงเหลือแต่ไร่นา ต่อมากรมป่าไม้ได้ประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ คือ ป่าเทือกเขาศรีราชา ป่าบางกลัก และป่าเขาบางใหญ่ ในปี พ.ศ. 2526 ซึ่งก่อนจากนั้นได้ประกาศเป็นป่าเตรียมการไว้ก่อนแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 เป็นเหตุให้ที่ดินบริเวณบ่อน้ำพุร้อนและใกล้เคียงอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติทั้งหมด ทำให้ที่ดินทุกแปลงถ้าออกเอกสารสิทธิ หลังปี พ.ศ. 2526 หรือหลังจากปี พ.ศ. 2507 โดยมิได้แจ้งการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทางราชการสามารถเพิกถอนได้ตลอดเวลา

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดพังงา ซึ่งใช้เป็นที่พักผ่อนและรักษาโรค เชื่อกันว่าน้ำแร่ อุณหภูมิของน้ำจากบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ เช่น โรคเหน็บชา โรคไขข้ออักเสบ โรคอัมพาต โรคอัมพฤกษ์ เป็นต้น

ลักษณะทางกายภาพ

เป็นบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ มีเนื้อที่ 4 ไร่ โดยมีน้ำพุร้อนผุดขึ้นมาจากใต้ดิน 5 บ่อ เกิดขึ้นบนที่ราบตามแนวร่องห้วยบางน้ำร้อน อุณหภูมิน้ำผิวดิน 40-63 องศาเซลเซียล (C) น้ำพุร้อน ประกอบด้วยแร่ธาตุมากมาย เช่น  ซัลเฟต คลอไรต์ ไนเตรต

Classic Café Halal Food นครนายก



 

จากสถานการณ์โควิด 19 ที่ยังคงแพร่ระบาดในทุกพื้นที่ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลาย ๆ คนอาจหวั่นใจ หากต้องเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการใช้บริการในร้านอาหารด้วย ความหิวที่ไม่เข้าใครออกใคร ร้านนี้เด็ดจริง ๆ เราจะพาคุณไปตามหาสถานที่ท่องเที่ยวในตำบลชุมพล ร้านสวย ๆ น่านั่งท่ามกลางบรรยากาศการตกแต่งร้านเก๋ ๆ มีเพลงฟังเบา ๆ สบาย ๆ สไตล์คลาสสิก ๆ มีมุมให้ถ่ายรูปเพียบ ดื่มด่ำกับบรรยากาศดี๊ดี เจ้าของร้านน่ารัก อัธยาศัยดี คงหนีไม่พ้นร้านนี้จริง ๆ  ร้าน Classic Café Halal Food คิวคือแบบเยอะม๊ากมากแต่ก็รอได้ ไม่เคยทำให้ผิดหวังทุกครั้งที่ไปทานร้านนี้ อาหารที่หลากหลายเมนูเด็ด ๆ จัดจ้าน แซ่บ ๆ ให้คุณลูกค้าทุกท่านได้เลือกซื้อเลือกหากันแบบฟิน ๆ สั่งกลับไปทานที่บ้านเหมาะมาก ๆ ในช่วงกักตัว Work from Home แบบนี้จ้า
    
ทางร้านเน้นอาหารสดใหม่ทุกวัน ซึ่งมั่นใจได้ว่าสะอาด ปลอดภัย 100 % ยิ่งกิน ยิ่งฟิน หยุดกินไม่ได้ อร่อยแบบเต็มปากเต็มคำ มีการคัดสรรเมนูเด็ด ๆ เรียกน้ำลายยายไหลย้อยกันก่อนสั่งอาหาร เรามาช็อปปิงกับเมนูเด็ดอาหารหลากหลายสไตล์จากทางร้าน  เมนูที่ขึ้นชื่อคือ “โคตรยำรวม” แซ่บ ๆ รสเด็ด สุดจัดจ้าน ในย่านนี้และเมนูอื่น ๆ เช่น “สเต็ก” เนื้อชุ่มฉ่ำ “ส้มตำ” ยำหอยแครง และ “พิซซ่า” ที่ทำสดใหม่ออกจากเตาหอมกรุ่น ชีสยืด ๆ แป้งบางเนื้อนุ่ม หน้าแน่น ๆ จากการตกแต่งร้านด้วยสไตล์คลาสสิกนี้เอง ทำให้ลูกค้าหลาย ๆ ท่านชื่นชอบและหลงใหลในบรรยากาศของร้าน “คนไทยควรได้มากินสักครั้งในชีวิต” ดึงดูดลูกค้าด้วยรสชาติน้ำมะพร้าวแท้สุดเข้มข้น ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ดีที่สุด หอมหวานมันสุดฟินขายดีตลอดกาล “จัดเต็มขนาดนี้ ขอบอกเลยว่าพลาดไม่ได้!" หลายคนคงอยากจะเข้าไปสัมผัสประสบการณ์กิน - ดื่มแบบชิล ๆ ในร้าน Classic Café Halal Food แล้วใช่ไหม? บอกเลยว่าช่วงนี้เป็นโอกาสดีที่สุด พร้อมเสริ์ฟความอร่อยแบบฟิน ๆ กันไปเลย

ตอนนี้ร้านเปิดให้บริการแล้วนะคะ ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะนั่งทานที่ร้านกินบรรยากาศฟิน ๆ หรือจะสั่งใส่ถุงกลับไปทานที่บ้านก็ได้ ขึ้นชื่อว่าร้านอาหารนั้น คนขายแต่ละคนก็จะสร้างสรรค์เมนูแปลกใหม่ มีศิลปะในการตกแต่งจานอาหารรูปแบบที่หลากหลายให้น่ากิน เพื่อสร้างจุดขายให้กับร้านของตัวเอง เน้นการบริการที่ดี น่าประทับใจตามเทรนด์ความชอบของลูกค้า ทำให้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกเพศทุกวัย เป็นการกระตุ้นยอดขายอีกทางหนึ่ง ร้านสวย ๆ บรรยากาศสบาย ๆ เจ้าของร้านเป็นกันเองแบบนี้ที่ควรค่าแก่การเช็คอิน มีความคลาสสิกและมีความฟินแบบชิล ๆ น่าแวะเหลือเกิน ได้ลิ้มลองทานอาหารมาแล้วหลายอย่าง อร่อยทุกอย่างเลย จะเป็น “คนนครนายกหรือนักท่องเที่ยว” ก็ไม่ควรพลาด 

ลูกค้าท่านใดกำลังมองหาอาหารอร่อยแซ่บ ๆ จัดจ้าน ทานเล่น ๆ ของน้องฟาร่า ก็ลองแวะเวียนไปหาซื้อได้ที่ บ้านทำนบ หมู่ที่ 1 ตำบลชุมพล อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก รับทำข้าวกล่อง อาหารว่างและรับจัดอาหารนอกสถานที่ พิเศษสุดกับช่องทางที่หลากหลายในการสั่งซื้อผ่านเฟซบุ๊ก Fara Somanee ผ่าน LINE ID : farasomanee และโทรสั่งจองหรือสำรองโต๊ะล่วงหน้า ติดต่อน้องฟาร่าได้ที่โทร. 09 8290 5745 อย่าลืมชวนเพื่อน ๆ แวะไปอุดหนุนที่ร้านของน้องฟาร่ากัน 

รายละเอียดของแหล่งเรียนรู้ :

เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 – 21.00 น.

สถานที่ตั้ง  บ้านเลขที่ 115  หมู่ที่ 1  บ้านทำนบ  ตำบลชุมพล  อำเภอองครักษ์  จังหวัดนครนายก 

PATA IBU NUNUH ที่เที่ยวใหม่แห่งสายบุรี


ในตอนนี้เป็นช่วงที่ทุกคนอยู่ในความหวาดระแวงของโรคระบาด Covid-19 กันจึงทำให้แม้ในวันหยุดทำงานของคนส่วนมากแล้วในช่วงนี้จะกักตัวกันอยู่ที่บ้านกันตามที่รัฐบาลได้ประกาศให้อยู่บ้านเพื่อชาติกัน แต่สำหรับบางคนการอยู่ที่จะอยู่บ้านทั้งวันบางครั้งก็อาจจะเบื่อไปบ้างวันนี้ผู้เขียนจะพาไปรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของหมู่บ้านบางเก่า ตำบลบางเก่า อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของหมู่บ้านแห่งนี้ พึ่งจะมีการเปิดสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เมื่อไม่นานมานี้ ได้ตั้งชื่อแหล่งท่องเที่ยวนี้ว่า PATA IBU NUNUH เป็นชื่อภาษามาลายู ถ้าแปลเป็นภาษาไทยจะมีชื่อว่า "หาดม้าน้ำ" นั่นเองเพราะที่หาดแห่งนี้จะมีสัญลักษณ์รูปปั้นของม้าน้ำสองตัวอยู่คู่กันจะเห็นได้ชัดมาก ถ้าได้ขับรถบนถนนสายปะนาเระ-สายบุรี ที่หาดแห่งนี้ในช่วงนี้ก็จะไม่ค่อยมีผู้คนนอกพื้นที่มาเที่ยวกันเลยเพราะด้วยโรคระบาด Covid-19 ทำให้เป็นโอกาสของผู้เขียนที่จะได้ออกมาดูบรรยากาศที PATA IBU NUNUH แห่งนี้เป็นช่วงที่มีผู้คนน้อยมากและผู้เขียนเองก็จะอยู่ห่าง ๆ จากคนที่อยู่ที่หาดนี้ด้วยไม่ได้เข้าไปใกล้กับคนอื่นเลย

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหนองทุ่งทอง จังหวัดสุราษฏร์ธานี

 



เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหนองทุ่งทอง

เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองทุ่งทอง อยู่ที่ตำบลเขาตอก อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีเนื้อที่ 8,438 ไร่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศเป็น “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า” เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2528 สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มสลับกับหนองน้ำ มีสภาพเป็นที่ราบลุ่ม หนอง บึง ป่าพรุ และมีป่าละเมาะสลับกับทุ่งหญ้า จากสภาพป่าพรุและป่าละเมาะ จึงเหมาะสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยและหลบภัยของนกเป็ดต่าง ๆ อีกทั้งมีหนองน้ำสลับป่าพรุ จึงเป็นแหล่งน้ำ แหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง ซึ่งเหมาะสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและยังเป็นแหล่งน้ำ แหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์ป่าหลายชนิด มีหนองน้ำใหญ่เป็นที่อาศัยของนกและสัตว์น้ำอยู่ถึง 5 แห่ง


หนองน้ำที่ใหญ่ที่สุด คือ หนองทุ่งทอง มีเนื้อที่ 2,500 ไร่ มีไม้มงคลซึ่งจัดเป็นไม้หวงห้ามในพื้นที่ คือ จันทน์กะพ้อ และสัตว์ป่าอาศัยอยู่หลายชนิด ได้แก่ เป็ดแดง ยางโทนใหญ่ นากเล็กเล็บสั้น นกยางกรอดพันธุ์จีน และนกชนิดต่าง ๆ สัตว์ที่พบมากในบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ได้แก่ ลิง กระจง นาก ไก่ป่า ชะมด พังพอน ช่วงฤดูกาลที่มีนกมากที่สุด คือเดือนตุลาคม-มีนาคม บริเวณอุทยานฯ มีบ่อน้ำพุร้อน ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อุณหภูมิ 50–60 องศาเซลเซียส และมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติบ่อน้ำร้อน ระยะทาง 1 กิโลเมตร เป็นทางราบเดินสบาย มีป้ายบอกชัดเจน สามารถเดินเองได้



นอกจากนี้ยังพบว่ามีบ่อน้ำพุร้อนอีกหลายบ่อที่สามารถจะปรับปรุงให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ประมาณ 10 บ่อ อุณหภูมิประมาณ 50-65 องศาเซลเซียสบริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองทุ่งทอง และจัดบ่อสำหรับให้ประชาชนได้ลงไปแช่น้ำจำนวน 2 บ่อ ไว้บริการประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเชื่อกัน ว่าถ้าได้ลงไปแช่น้ำในบ่อน้ำพุร้อนจะทำให้รักษาโรคต่าง ๆ ได้ ได้ด้วย

การเดินทาง จากอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ใช้เส้นทางสุราษฎร์-นาสาร (ทางหลวงหมายเลข 4009) กม. ที่ 18 เลี้ยวขวาผ่านอำเภอบ้านนาเดิม บรรจบกับทางหลวงสายเอเซีย (41) จะเห็นป้ายเข้าสู่อำเภอเคียนซา ตรงไปอีกประมาณ 6 กม. จะเจอป้ายเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 06.00 - 18.00 น.

ร้านโกปิ๊



 


ตำนานร้านโกปี๊

เมื่อปี 2480 หนุ่มชาวจีน จากเมืองเซ่งไห่ เกาะไหหลำแผ่นดินใหญ่จีน อาศัยเรือโดยสารมาขึ้นฝั่งที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อแสวงโชค ยืดอาชีพเป็นกุลีท่าเรือ ถึงคราวที่เส้นทางชีวิตผันเปลี่ยน ได้แบกสินค้าซึ่งเป็นเมล็ดกาแฟจากเรือไฟขึ้นรถบรรทุก เจ้าของโรงงานคั่วกาแฟเกิดถูกอัธยาศัย ชักชวนให้เข้าทำงานในโรงคั่วกาแฟเป็นคนงานคั่วกาแฟโบราณ

เวลาผ่านไปหนึ่งปี เพื่อนฝูงผู้ร่วมแสวงโชคมาด้วยกันได้เดินทางมาเมืองไทย ขึ้นฝั่งที่นครศรีธรรมราช จากกุลีท่าเรือกรรมกรในโรงงานคั่วกาแฟ หนุ่มใหญ่จากเกาะไหหลำ ได้พกพาความรู้ด้านภาษาอังกฤษเล็ก ๆ น้อย ๆ สมัครเข้าทำงานในเหมืองแร่ของฝรั่ง ที่อำเภอร่อนพิบูลย์ นายห้างฝรั่งให้เข้ามาฝึกงานเป็นกุ๊กทำอาหารและเบเกอรี่ ทำหน้าที่เป็นพ่อครัวอาหารฝรั่ง

ครั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น นายห้างฝรั่งต้องหนีภัยสงครามกลับประเทศ “กุ๊กเก่ง” ก็ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของกิจกรรมกาแฟโบราณ ชื่อ “ร้านกาแฟตังหนำ” ทำให้ร้านหนาแน่นไปด้วยลูกค้าประจำทุกวัน เมื่อกิจการก้าวหน้า “กุ๊กเก่ง” ก็ขยายธุรกิจด้วยการเปิดโรงงานคั่วกาแฟ ชื่อ “ห้างเงาจิว” คั่วกาแฟโบราณและชาผงออกขายทั่วทั้งภาคใต้ ด้วยคุณภาพสินค้าที่ดี จึงทำให้ธุรกิจประสบผลสำเร็จมากมาย

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึง พ.ศ. 2525 “กุ๊กเก่ง” ได้ล้มป่วยลงจนเสียชีวิตในที่สุด ทายาททางธุรกิจในรุ่นที่ 2 สุธรรม ชยันต์เกียรติ หรือ โกแอ๊ด ได้สืบทอดวิชาการคั่วกาแฟโบราณและเบเกอรี่ พร้อมทั้งปรับปรุงตกแต่งร้านกาแฟโบราณให้ดูมีชีวิตชีวิตขึ้น ในรูปแบบย้อนยุค ไปสู่ปี 2500 บรรยากาศวันคืนเก่าก่อนอันแสนสุขของอดีตกลับมาอีกครั้ง ภายใต้ชื่อ “ร้านโกปี๊”

 

ถ้ำเลสเตโกดอน จุดเช็คอินจังหวัดสตูล

 



เป็นถ้ำอยู่ในเทือกเขาหินปูนทอดยาวมีลักษณะคล้ายอุโมงค์ใต้ภูเขา ภายในถ้ำมีลักษณะคดเคี้ยวมีระยะทางจากปากถ้ำจนถึงทางออก ประมาณ 4 กิโลเมตร สิ่งที่โดดเด่นของถ้ำแห่งนี้ที่สำคัญ คือ การพบซาก ดึกดำบรรพ์ของช้างและแรดสมัยไพลสโตซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช้าง สกุล สเตโกดอน ซึ่งเป็นที่มาของการเรียกชื่อถ้ำแห่งนี้ว่า “ถ้ำเล สเตโกดอน” ซากดึกดำบรรพ์ ดังกล่าวเป็นซากกระดูกขากรรไกรพร้อมฟันกราม ซี่ที่ 2 และ 3 ด้านล่างขวาของช้างดึกดำบรรพ์ เชื่อกันว่าการพบฟันกรามช้างสกุล สเตโกดอน เป็นจุดกำเนิดเรื่องราวการศึกษาค้นคว้าทางธรณีวิทยาในจังหวัดสตูล โดยใช้การบูรณาการทุกภาคส่วน ทุกฝ่ายเห็นประโยชน์ที่จะเกิดท้องถิ่นและประเทศชาติร่วมกัน อาทิ หน่วยงานในจังหวัดสตูล กรมทรัพยากรธรณี สถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินฯ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และภาคส่วนจากชุมชนท้องถิ่นในเขตอุทยานธรณีสตูล จนเกิดการจัดตั้งอุทยานธรณีสตูลขึ้น เพื่อผลักดันให้เป็นสมาชิกอุทยานธรณีโลกต่อไป พอออกจากถ้ำจะต้องนั่งเรือ 30 นาที นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับป่าชายเลน โดยการต่อเรือไปขึ้นบกที่ท่าเรือท่าอ้อย ด้วยระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร โดยน้ำในถ้ำจะได้รับอิทธิพลจากน้ำในลำธารและน้ำทะเลขึ้นลงเป็นประจำทุกวัน การท่องเที่ยวภายในถ้ำจะต้องพายเรือลอดถ้ำ และต้องพิจารณาระดับน้ำในถ้ำแต่ละวันด้วย แต่สามารถเข้าถ้ำได้ตลอดทุกฤดูกาล การท่องเที่ยวจะต้องติดต่อที่องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้าล่วงหน้า เนื่องจากอุทยานธรณีสตูลจะเน้นการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ นักท่องเที่ยวสามารถชมพิพิธภัณฑ์ทางธรณีก่อนเข้าถ้ำได้ ขณะเดียวกันจะมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด และจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ตลอดไป 


ตลาดโพนางดำ-ตลาด 100 ปี ของชาวจีนโพ้นทะเล

 ตลาดโพนางดำ-ตลาด 100 ปี ของชาวจีนโพ้นทะเล

    ประวัติความเป็นมาของตำบลโพนางดำตกนั้น เดิมตำบลโพนางดำตก เป็นตำบลขนาดใหญ่
และเป็นชื่อของตำบลเพียงตำบลเดียว โดยมีตลาดเป็นแหล่งค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า
ผู้คนส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตามตำนานของตลาด เชื่อกันว่าในสมัยก่อน
มีผู้ก่อตั้งตลาด (ตลาดเทศบาลตำบลโพนางดำในปัจจุบัน) ชื่อว่า
"นางดำ" เป็นหญิงชรา
เจ้าของตลาดผู้มีนิสัยใจดีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ประกอบกับบริเวณท้ายตลาดมีตันโพธิ์ศรีมหาโพธิ์
ขนาดใหญ่ซึ่งมีอายุเก่าแก่หลายปี นางดำมักจะมาหมั่นดูและรดน้ำพรวนดินให้กับต้นโพธิ์ใหญ่นั้นอยู่เสมอ ๆ ต่อมานางดำได้เสียชีวิต ชาวบ้านในระแวกนี้จึงได้เรียกชื่อต้นโพธิ์ต้นดังกล่าว
ตามชื่อผู้ที่มาดูแลต้นโพธิ์ คือ โพนางดำ ซึ่งหมายถึง ต้นโพธิ์ของนางดำนั่นเอง

    ส่วนคำว่า "ตก" นั้นใช้แบ่งทิศของตำบลโพนางดำเดิม ซึ่งใช้แนวทิศและแม่น้ำเจ้าพระยา
แบ่งเขต คือ โพนางดำตก และโพนางดำออก เทศบาลตำบลโพนางดำตก ตั้งอยู่ทางทิศ
ตะวันตก จึงได้เรียกชื่อกันต่อมาว่า "โพนางดำตก"


ตลาดโพนางดำ ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ชุมชนบ้านโพนางดำ ตำบลโพนางดำตก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เป็นตลาดของคนไทยเชื้อสายจีนที่มีบรรพบุรุษเป็นคนจีนโพ้นทะเลเชื้อสายแต้จิ๋ว ที่อพยพมาจาก
เมืองซัวเถา ประเทศจีนเข้ามาสู่ประเทศไทย ทั้งนี้ ชาวจีนโพ้นทะเลเมื่ออพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยส่วนหนึ่งเลือกตั้งถิ่นฐานอยู่ในชุมชนต่างจังหวัด ตลาดโพนางดำ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ในการตั้งถิ่นฐาน
ของชาวจีนอพยพเหล่านั้น ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของบรรพบุรุษชาวจีนที่อพยพมาตั้งรกรากมา
และค้าขายอยู่ที่ตลาดโพนางดำมากกว่า 100 ปี สินค้าที่มีชื่อเสียง และมีการซื้อขาย ในตลาดโพนางดำ
มาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เช่น ขนมหน้างากุยหลี ขนมโบราณ ของดีจังหวัดชัยนาท ซึ่งหากผ่านหรือแวะมาจังหวัดชัยนาท ต้องไม่พลาดที่จะหาซื้อเป็นของฝากหรือของที่ระลึกเพราะเป็นขนมหนึ่งเดียวของจังหวัดชัยนาท ที่มีรสชาติอร่อยและมีความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร อีกหนึ่งร้านที่มีชื่อเสียง คือ ร้านขายแหนายเฮ้า ที่ชาวประมงทั่วประเทศหาซื้อเพราะเมื่อใช้แหจากร้านนี้จับปลาแหจะบานกว้างและหุบเร็วจึงทำให้จับปลาได้มากกว่าแหจากที่อื่น



สถานที่สำคัญหลายแห่งมีประวัติศาสตร์เรื่องราวที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับตลาดโพนางดำทั้งที่พบอยู่ในบริเวณตลาดและบริเวณชุมชน โดยรอบที่สามารถนำมาออกแบบและพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยว เชิงสร้างสรรค์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเรียนรู้วิถีการท่องเที่ยวแบบวิถีชนบทที่เป็นวิถีแบบ Slow Life มีดังนี้

ร้านแหนายเฮ้า

เป็นร้านแหที่มีชื่อเสียงร้านหนึ่งของจังหวัดชัยนาทซึ่งเริ่มขายมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังไม่มีถนนตัดผ่าน
เข้ามาในตลาดโพนางดำ แหที่จำหน่ายในอดีตจะทำจากด้ายผ้าที่ย้อมด้วยยางตะโก เพื่อให้สามารถ
ใช้งานได้ทนทาน สมัยก่อนบริเวณตลาดโพนางดำจะมีต้นก้ามปูปลูกอยู่หลายต้น ปัจจุบันถูกทำลาย
ไปหมดแล้วและก้ามปูในพื้นที่อื่นก็ค่อนข้างหายาก การทำแหในปัจจุบันจึงได้พัฒนามาใช้เอ็น
แทนด้ายดังเช่นสมัยก่อน โดยเอ็นจะมี 2 ลักษณะ คือ เอ็นสีฟ้าเป็นเอ็นปอร์น และสีเขียวเป็นเอ็นเกลียว
ทั้งนี้ทางร้านสั่งซื้อแหที่เป็นเนื้อเอ็นเปล่า ๆ หลังจากนั้นนำมาติดตะกั่วโดยชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งได้มีการรวมกลุ่มกันของชาวบ้านเป็น “กลุ่มทำอุปกรณ์ประมงบ้านโพนางดำ” ที่เป็นการนำเอ็นจากร้านแหนายเฮ้ามาทำการรุมหัวรุมท้ายใส่ตะกั่วจนข่ายพร้อมใช้งาน โดยการรุมข่ายนั้นจะเอาเชือกเข้าชุนแล้วนำเชือกอีกเส้นหนึ่งร้อยเข้าไปในข่ายแล้วเริ่มรุมข่ายเมื่อรุมเสร็จแล้วจึงทิ้งหัวและท้ายนำตะกั่วมาใส่ท้ายจะได้ข่ายพร้อมใช้งาน แหที่จำหน่ายโดยร้านขายแหนายเฮ้าในตลาดโพนางดำ มีจุดเด่นที่แตกต่างจากแหที่จำหน่ายในพื้นที่อื่นคือเมื่อทอดแหลงไปในน้ำแหจะบานออกทำให้ปลาติดแหดีซึ่งเป็นเทคนิควิธีการเฉพาะในการติดตะกั่ว และการพัฒนาในการทำแหของชาวชุมชนตลาดโพนางดำมาจากการบอกต่อของลูกค้าถึงความต้องการ
ของคุณสมบัติของแหที่ต้องการนำไปใช้ ซึ่งนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจชมสาธิตการทอดแหและทดลองทอดแหด้วยตนเองซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจหาได้โดยทั่วไป


ตลาดเช้าโพนางดำ

หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ตลาดสายหยุด” เป็นชื่อที่ได้รับการเรียกขานจากชาวบ้านที่มาจับจ่ายใช้สอยภายในตลาดเนื่องจากเป็นตลาดเช้าที่เปิดขายสินค้าประมาณตี 4 และประมาณ 8 โมงเช้าแม่ค้าจะเริ่มเก็บของจึงเป็นที่มาของชื่อ “ตลาดสายหยุด” สินค้าที่ขายเป็นผักสดที่ปลูกเองโดยชาวบ้าน ปลาแม่น้ำที่จับได้จากแม่น้ำเจ้าพระยา อาหาร และขนมพื้นถิ่นที่มีรสชาติอร่อย เช่น ขนมกุยช่าย ขนมผักกาด และขนมชั้นเป็นต้น

ท่าเรือ 100 ปี

ปัจจุบันไม่มีท่าเรือนี้แล้วมีแต่โป๊ะเรือข้ามฝาก อีกทั้งในช่วงเช้าพระสงฆ์วัดไผ่ล้อม ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำเจ้าพระยาใช้ข้ามฝากเพื่อมาบิณฑบาตให้ชาวบ้านได้ทำบุญตักบาตร

โพแม่นางดำ ต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์

จากหลักฐานในนิราศนครสวรรค์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแสดงให้เห็นถึงต้นโพธิ์ใหญ่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่บ้านโพนางดำ สืบอายุแล้วมีอายุหลายร้อยปี อีกทั้งมีศาลที่ชาวบ้านนับถือและกราบไหว้ได้รับการดูแลสืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ต้นโพธิ์นี้เป็นที่มาของประวัติศาสตร์ชุมชน “โพแม่นางดำ” ที่ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ศาลปึงเถ่ากง-ม่า

ศาลที่คนในชุมชนโพนางดำให้ความเคารพนับถือและกราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคลและเป็นขวัญกำลังใจ แต่เดิมเป็นศาลไม้ที่เจ้าของตลาดรุ่นแรกได้สร้างขึ้นบริเวณทางเข้าด้านท้ายชุมชนหรือด้านหลังตลาด ต่อมาเจ้าของตลาดรุ่นถัดมาได้มีการบูรณะสร้างเป็นศาลปูนทดแทนเนื่องจากศาลไม้เก่าชำรุดทรุดโทรม และเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2523 ได้มีการย้ายศาลมาตั้งอยู่ข้างประตูทางเข้าด้านหน้าตลาดมาจนถึงปัจจุบัน ชาวชุมชนและชาวตลาดเรียกศาลนี้ว่า “ศาลเหล่าแปะกง”



วัดซุ้มกระต่าย

แต่เดิมใช้ชื่อวัดหนองหม้อแกงซึ่งเป็นวัดที่มีเพียงพระพุทธรูปและยังคงเป็นสำนักสงฆ์ ต่อมาหลวงพ่อเอิบได้ย้ายจากวัดไผ่ล้อมมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ พร้อมทั้งพัฒนาจนมีอุโบสถและสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ จนได้จัดตั้งเป็นวัดจนถึงปัจจุบัน ภายในวัดมีสังขารหลวงพ่อเอิบที่ร่างของท่านไม่เน่าเปื่อยและมีชื่อเสียงในฐานะเป็นพระเกจิอาจารย์ด้านการปลุกเสกวัตถุมงคลหลายชนิด










สุดยอดทะเลหมอก “ผาเหนือเมฆ”

 

      

สุดยอดของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ ของตำบลอ่าวตง อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง จะพาไปพบกับสุดยอดทะเลหมอก และไม่ใช่พบตอนหน้าหนาวที่ทุกคนเข้าใจกัน แต่สามารถพบได้ตั้งแต่ฤดูฝนถึงฤดูหนาว นั้นก็หมายความว่าปีหนึ่งจะเห็นทะเลหมอกได้ถึง 8 เดือนเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นทะเลหมอกไม่ใช่เห็นกันแค่ช่วงเช้า แต่จะสามารถชมในช่วงเย็นได้ด้วย ทฤษฎีการเกิดหมอกและทะเลหมอกนั้นมีพื้นฐานของการเกิดขึ้นเหมือนกัน คือ เกิดจากอุณหภูมิของอากาศที่ลดลงมากจนต่ำกว่าจุดน้ำค้าง ทำให้ไอน้ำเกิดการกลั่นตัวเป็นละอองน้ำขนาดเล็ก ในบรรยากาศใกล้ผิวโลก จะเกิดขึ้นในพื้นที่ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ สุดยอดทะเลหมอก “ผาเหนือเมฆ” คืออะไร และเป็นเรื่องที่น่าสนใจ นำเสนอในวันนี้

"ผาเหนือเมฆ" ตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 12 บ้านห้วยใหญ่ ต.อ่าวตง อ.วังวิเศษ โดยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ด้วยความร่วมมือของชาวบ้านในพื้นที่ และกรมป่าไม้ จนกลายเป็นวิวหมอกภาคใต้ที่แรกที่คุณต้องเลือกมา เหมือนดั่งสโลแกนที่ว่า "สนุกสุดดิบกว่าที่คาด..มันส์ปีนป่ายเละเทะ..แต่สุดฟิน" อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปเที่ยวชมความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้จะต้องโทรศัพท์แจ้งล่วงหน้ามายังผู้ใหญ่บ้าน 1-2 วัน เพื่อจะได้จัดเตรียมชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน หรือ ชรบ. เพื่อช่วยในการนำทางและดูแลความปลอดภัย เนื่องจากจุดชมวิวตั้งอยู่บนผาสูง โดยจะต้องเดินทางมาถึงยังบริเวณที่ทำการผู้ใหญ่บ้านก่อนเวลา 05.00 น. เพื่อเตรียมความพร้อม แล้วเดินทางไปยังจุดจอดรถที่มีระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที และมีความสูง 150 เมตรจากระดับน้ำทะเล จากนั้นจะต้องเดินเท้าขึ้นไปบนภูเขาสูง ด้วยระยะทางประมาณ 700 เมตร โดยใช้เวลาเฉลี่ย 25 นาที ซึ่งด้านบนจะมีจุดท่องเที่ยวอยู่ 3 ผาด้วยกัน แต่จุดไฮไลต์ได้เป็นจุดสูงที่สุด แต่เป็นจุดที่สามารถชมทิวทัศน์ได้ 360 องศา โดยจะรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 50 คน และได้มีการตั้งระเบียบชมวิวขึ้นมาเพื่อความปลอดภัย โดยหากวันไหนมีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ก็จะมีการระบายผู้คนไปยัง "ผาหินตั้ง" ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือและรองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 30 คน หากวันดังกล่าวมีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นมามากกว่านี้อีก ก็จะมีการระบายผู้คนไปยัง "ผาสมาธิ" ซึ่งเป็นจุดที่สามารถนำอาหารไปรับประทาน พร้อมตั้งจุดชงกาแฟ เพราะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ถึง 60 คน แต่ทั้งนี้จะกำหนดให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาชมความงดงามของ "ผาเหนือเมฆ" และผาอื่น ๆ เพียงแค่วันละไม่เกิน 100 คนเท่านั้น ขณะเดียวกันจะมีการกำหนดมาตรการเข้ม โดยจัดให้ไกด์ 1 คน ดูแลนักท่องเที่ยว 5 คน เนื่องจากทางหมู่บ้านจะเน้นเรื่องความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง รวมทั้งดูแลเรื่องความสะอาดและการทิ้งขยะเป็นพิเศษซึ่งแหล่งท่องเที่ยวเองเพิ่งจะเปิดตัวขึ้นมาได้ไม่นาน จึงยังไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ สำหรับการเดินทางขึ้นมาเที่ยวชม แต่ก็ยินดีหากนักท่องเที่ยวสนใจจะร่วมบริจาคสนับสนุน ซึ่งทางหมู่บ้านก็จะนำไปซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเดินทาง เช่น เชือก

สิ่งที่ดีงามของการท่องเที่ยวรูปแบบนี้ก็คือ เป็นการท่องเที่ยวผ่านชุมชน ทำให้คนในชุมชนมีรายได้อีกด้วย เป็นการยกระดับคุณภาพของชีวิตคนในชุมชนให้ดีขึ้น มีการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกด้วย สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจ สอบถามข้อมูลได้ที่ "ผู้ใหญ่กัง" หรือนายบุญรอด บุญช่วย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 12 บ้านห้วยใหญ่ ต.อ่าวตง โทร. 08 9239 3900


ขนำวังยาว แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร จังหวัดสงขลา

 



หนำวังยาวตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 7 บ้านโล๊ะบอน ตำบลวังใหญ่ อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา  พื้นที่เดิมเป็นสวนยางพารา และเจ้าของได้มีแนวคิดในการเปลี่ยนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยบริเวณรอบ ๆ   ร้านจะมีการปลูกพืชหลากหลาย เช่น เมล่อน บัตเตอร์นัท สควอช ลำไยคริสตัล กาแฟ (โรบัสต้า อาราบิก้า) ไผ่กัวดัวร์ และยังมีการเลี้ยงปลาร่วมด้วย ได้แก่ ปลาบึกสยาม ปลาหมอชุมพร 1 ฯลฯ 

                

ทางร้านมีบริการทั้งอาคารหวานคาวและกาแฟ ทั้งยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้ลูกค้าทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการคั่วกาแฟ ให้อาหารปลา และเดินชมสวน มีศูนย์การเรียนรู้ธนาคารน้ำหรือตะบันน้ำ และการเลี้ยงผึ้งที่เปิดให้นักเรียน นักศึกษาหรือผู้ที่สนใจเข้าชม 





ข้อคิดเห็นจากเครือข่าย TKP

 
Copyright © 2018 Thailand Knowledge Portal. Designed by OddThemes > Developed by mediathailand